ปังลุงเฉื่อย

Posted on November 13, 2019 in Uncategorized

‘ปังลุงเฉื่อย’ ขนมปังปิ้งในตำนานที่อยากให้ทุกคนสังสรรค์ได้แบบไร้แอลกอฮอล์

จากร้านขนมปังปิ้งสไตล์ย้อนยุคที่ซุกซ่อนอยู่หลังบานประตูไม้สีเขียวในซอยเล็กๆ ของย่านเก่าแก่อย่าง ‘แพร่งภูธร’ ที่เคยขายได้เพียงวันละไม่กี่ก้อน จนถึงวันที่กลายเป็นร้านขนมปังปิ้งในตำนานซึ่งขายได้มากถึงสาขาละ 1,000 ก้อนต่อวัน จากทั้งหมด 2 สาขา สิ่งที่ ‘ปังลุงเฉื่อย’ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยก็คือความใส่ใจในทุกรายละเอียด แต่เพราะอะไร การปิ้งขนมปังทีละ 9 ก้อนบนเตาถ่านและการทักทายลูกค้าด้วยชื่ออย่างสนิทสนมทุกครั้งจึงยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้ Trawell จะมาพาทุกคนเดินทางตั้งแต่สาขาแรกอย่างแพร่งภูธรไปสู่สาขาใหม่แกะกล่องอย่างโชคชัยสี่เพื่อค้นหาคำตอบกัน

‘ปังลุงเฉื่อย’ เป็นร้านขนมปังปิ้งนมสดที่เปิดมาแล้วกว่า 5 ปี โดยเริ่มต้นมาจากการเป็นร้านขนมปังโบราณเล็กๆ ในชื่อ ‘ภูธรบาร์’ ด้วยความร่วมมือร่วมใจของคู่รักที่มากไปด้วยความฝันอย่าง ‘พี่หนึ่ง-ทรงพล ปานทองคำ’ หรือ ‘ลุงเฉื่อย’ และ ‘พี่แน๊ต-สุชานนท์ สานติวัตร’  โดยเมื่อตัดสินใจอยากมีกิจการเป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกก็คือ ‘ความสุข’ ของทั้งสองคนเป็นหลัก พี่ๆ จึงเริ่มคุยกันก่อนว่าสิ่งที่ทั้งคู่ชื่นชอบคืออะไร เพื่อหาจุดร่วมและสร้างธุรกิจที่ทั้งสองคนจะสามารถรักและรู้สึกเป็นเจ้าของได้อย่างสบายใจที่สุด ก่อนจะได้ออกมาเป็นคอนเซ็ปของ ‘บาร์นมไร้แอลกอฮอล์’ ที่เสิร์ฟนมสดและขนมปังปิ้งใสๆ ในบรรยากาศแบบร้านนั่งชิลล์ยามราตรี


“เราเป็นคนชอบดื่ม ชอบปาร์ตี้ ชอบนั่งชิลล์ แต่พี่หนึ่งเป็นคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ แต่ชอบพูดคุย คุยเก่ง ชอบสังสรรค์กับเพื่อน แล้วพี่หนึ่งก็จะมีความเชื่อที่ว่า เราไม่เห็นต้องเมาเพื่อสนุกเลย กินนมเราก็สนุกได้ เราก็เลยเอาความชอบของทั้งสองคนมารวมกัน แล้วสร้างขึ้นมาเป็นบาร์ที่มันไม่มีแอลกอฮอล์ แต่เป็นที่ๆ ทำให้กลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวสามารถมาสังสรรค์กันตอนกลางคืนได้โดยที่ไม่ต้องไปนั่งร้านเหล้า ร้านเราก็เลยออกมาเป็นร้านที่มีบรรยากาศเหมือนร้านนั่งชิลล์ เปิดดึก แต่ขายนม ขายชา ขายขนมปัง ไม่ขายแอลกอฮอล์” – พี่แน๊ต


เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าร้านที่จะเป็นสมบัติอันแสนสำคัญของทั้งสองคนจะออกมาในรูปแบบไหน ก็ถึงเวลาคิดเมนูพระเอกของร้านที่จะทำให้ร้านนมแห่งนี้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ในย่านเสาชิงช้ากันบ้าง โดยพี่หนึ่งเล่าว่า เมื่อพูดถึงสิ่งที่เขาชอบกินคู่กับนมมากที่สุดก็หนีคงไม่พ้นขนมปังปิ้ง และเมื่อพูดถึงขนมปังปิ้งในดวงใจแล้วก็ย่อมเป็นสูตรไหนไปไม่ได้นอกจากขนมปังปิ้งเตาถ่านสูตรโบราณที่คุณย่าเคยปิ้งให้กินมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ

“ตอนพี่เด็กๆ บ้านเราเคยอยู่แถวโบ๊เบ๊ แถวนั้นคุณย่าจะเปิดเป็นร้านอาหารไทย โดยก่อนจะเปิดร้านนี้คุณย่าเคยเป็นแม่ครัวในวังสระปทุมมาก่อน เขาก็เลยจะมีวิธีทำอาหารแปลกๆ ทำขนมโบราณออกมาตลอด แล้วสมัยนั้นย่าจะดุมาก ย่ามีลูกหลานประมาณ 10 คน หลังดูข่าวเสร็จ ช่วงเย็นย่าจะออกจากบ้านมาไล่ตีเด็กๆ ทุกคนให้กลับเข้าบ้าน เด็กๆ ทุกคนเลยกลัวย่าหมด ยกเว้นวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด ทุกคนจะเข้าไปหาย่า เพราะย่าจะทำอาหารหรือขนมให้กิน แล้วย่าทำขนมอร่อยมาก  ซึ่งหนึ่งในขนมนั้นก็คือขนมปังปิ้งเตาถ่านอันนี้ ยุคนั้นก็จะเป็นไส้โบราณง่ายๆ แบบสังขยา เนย แยม แล้วเราชอบช่วงเวลาแบบนั้นที่ทุกคนเข้ามารุมล้อมย่า กินขนมของย่า มานั่งคอยย่าปิ้งจากเตาถ่าน มันมีความสุขอ่ะ เราก็เลยอยากจำลองช่วงเวลานั้นกลับมาอีกครั้ง” – พี่หนึ่ง


เมื่อได้สูตรขนมปังสุดพิเศษมาแล้ว ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะกว่าจะได้ออกมาเป็นขนมปังที่สามารถขายในร้านจริงได้ พี่ๆ ทั้งสองก็พยายามพัฒนาทุกรายละเอียดของพระเอกคนนี้อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิในการอบ ความชื้น ปริมาณของไส้ที่ให้รสชาติกำลังพอเหมาะ ขนาดของเตาและตะแกรงที่ใช้ในการอบ การเรียงถ่านเพื่อให้ความร้อนทั่วถึงกัน ไปจนถึงวัตถุดิบที่อยู่ในเนื้อขนมปังซึ่งส่งผลต่อทุกสัมผัสในการเคี้ยว

“เราคิดว่ามันอร่อยจริงๆนะ ขนมปังของเราอ่ะ เรายังจำที่พี่หนึ่งทำให้กินครั้งแรกได้อยู่เลย มันแบบ ว้าวมาก ตอนนั้นคือร้องไห้แล้วกระโดดกอดนางเลยว่าเรามาถูกทางแล้วอ่ะ มันอร่อยจริงๆ” – พี่แน๊ต

“เป็นการปิ้งขนมปังครั้งแรกในชีวิตที่ร้องไห้ ตอนนั้นมันเป็นแค่ขนมปังบี้ๆ แบนๆ ก้อนหนึ่งที่ไหม้นิดๆ ด้วย ไม่ได้สวยเท่าตอนนี้ แต่ ณ ตอนนั้นเรามองเห็นแล้วว่าสิ่งนี้แหละคือสิ่งที่เราสามารถภูมิใจกับมันได้ หลังจากนั้นเราถึงค่อยๆ ปรับปรุงมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอบไม่ได้เลยว่าใช้เวลานานแค่ไหนสูตรถึงนิ่ง เพราะเราปรับตลอดเวลาจริงๆ อย่างสูตรขนมปังตัวล่าสุดที่เราพยายามปรับให้มันกรอบขึ้น ก็ใช้เวลาพัฒนาทั้งหมด 1 ปี เปลี่ยนมา 7 โรงงาน เพื่อให้ได้โรงงานที่เขาสามารถคุมส่วนผสมและปรับใช้วัตถุดิบตามที่เราออกแบบไว้ได้คือดูเผินๆ มันอาจจะดูเป็นแค่ขนมปังธรรมดาๆ เหมือนเจ้าอื่น แต่จริงๆ เราต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากๆ เพราะขนมปังส่วนใหญ่เขาจะเน้นไปที่ความหนานุ่ม แต่เราอยากให้มันกรอบแต่ไม่บาง โปร่งแต่ยังมีเนื้อหนัง คนกินแล้วก็ยังอยากกินก้อนต่อไปอีก เราเลือกถึงขั้นอุณหภูมิการอบ ปริมาณความชื้น ปริมาณส่วนผสม เพราะน้ำหนักแค่ 1 กรัมความรู้สึกตอนกัด ความแน่น ความฟู มันก็ต่างกันแล้ว เราเคยลองกลับไปใช้ขนมปังกลมธรรมดาที่หาได้ทั่วไป พอเอามาปิ้งเตาถ่าน เอามาทาเนย ทั้งรสชาติทั้งความกรอบมันไม่ได้แบบที่ต้องการเลย” – พี่หนึ่ง

ความใส่ใจและละเอียดละออของพี่ๆ อาจฟังดูเหมือนมีแต่ข้อดี แต่รายละเอียดมากมายก็ย่อมมาพร้อมกับข้อจำกัดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแน่นอนว่าหนึ่งในก็คือ ‘ระยะเวลา’

“เราเคยเจอลูกค้ายืนด่าเราหน้าร้านแล้วเอาเราไปเปรียบเทียบกับอีกร้านหนึ่งด้วยนะ คือเขาถามผมว่า ทำไมผมไม่ปิ้งเหมือนร้านอื่น ร้านอื่นปิ้งทีเป็นร้อยก้อนเลย แต่เราปิ้งทีละ 9 ก้อน ช้ามาก เมื่อไหร่จะได้กิน รอไปก็ด่าไปประมาณครึ่งชั่วโมง พอทำเสร็จ ผมก็เอาไปเสิร์ฟ ปรากฎว่าเขากินแล้วเดินมาบอกว่า อร่อยมาก ต่างจากร้านอื่นจริงๆ สมกับที่ต้องรอ ครั้งนั้นเลยเป็นครั้งที่เราเลยภูมิใจมาก เพราะมันเปลี่ยนจากตอนแรกที่ตะโกนด่าไปเลย เค้ารับรู้ได้จากรสชาติจริงๆ ว่าการปิ้งทีละ 9 ก้อนของเรามันมาจากความใส่ใจในทุกๆ ก้อน ก้อนนี้จะกรอบไหม ก้อนนี้จะไหม้ไหม เนยจะซึมทุกก้อนไหม ทุกก้อนเรียงสวยไหม ทุกก้อนสะอาดไหม เราสนใจหมดเคยมีลูกค้าถามว่าทำไมไม่ปิ้งทีเดียวหลายๆ เตา เราก็บอกว่าเราอยากดูให้ทั่วถึงจริงๆ เพราะยังไงคนเดียวดูหลายเตามันก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้หมดอยู่แล้ว อย่างร้านนี้ถ้าตอนยุ่งๆ เราจะเพิ่มเป็นสองเตา แต่ก็ต้องใช้คนปิ้งสองคน ดูแลคนละเตาอยู่ดี” – พี่หนึ่ง


ถึงแม้ว่าสาขาแรกของปังลุงเฉื่อยจะตั้งอยู่ที่แพร่งภูธร แต่จริงๆ แล้ว พี่หนึ่งเล่าว่าความตั้งใจแรกของทั้งคู่คือการเปิดร้านบนที่ตั้งของสาขาโชคชัยสี่ปัจจุบัน เพราะพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นร้านขายรถของพี่หนึ่ง แต่ด้วยความที่ตอนกำลังจะเปิดร้านพี่แน๊ตยังมีอายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น แถมบ้านยังตั้งอยู่กลางเกาะรัตนโกสินทร์ ห่างไกลจากโชคชัยสี่แบบสุดๆ เมื่อปรึกษากันแล้ว พี่ๆ จึงตัดสินใจว่าถ้าอย่างนั้นก็เปิดร้านมันที่บ้านของพี่แน๊ตในแพร่งภูธรซะเลยน่าจะดีที่สุด

เมื่อองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนเซ็ปความเก่าแก่ของร้าน, ขนมปังสูตรคุณย่า และสถานที่ตั้งซึ่งเป็นบ้านไม้สไตล์โบราณ มารวมตัวกัน คาแรคเตอร์ที่จัดจ้านของปังลุงเฉื่อยจึงถือกำเนิดขึ้น แต่อย่างที่บอกว่าก่อนจะมาใช้ชื่อ ‘ปังลุงเฉื่อย’ เหมือนปัจจุบัน ในวันที่ยังมีเพียงสาขาเดียวซุกซ่อนอยู่ในแพร่งภูธร ที่นี่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ภูธรบาร์’ แต่ไปๆ มาๆ รู้ตัวอีกทีก็ถูกลูกค้าเรียกว่าปังลุงเฉื่อยจนติดปากไปซะแล้ว

“มันเริ่มต้นมาจากการเป็นแค่คำที่แซวกันเล่นๆ ในร้านของลูกค้านี่แหละ เพราะจริงๆ ร้านแรกเราตั้งใจใช้ชื่อภูธรบาร์ แต่พอลูกค้ามารอนานหน่อยบวกกับช่วงนั้นมันมีเครปป้าเฉื่อย ลูกค้าก็เลยเรียกเราลุงเฉื่อย ประมาณว่า เมื่อไหร่จะได้เนี่ยลุงเฉื่อย เป็นการแซวเราอะไรแบบนี้ ซึ่งตอนแรกเราก็โกรธนะ เพราะรู้สึกว่าเราไม่ได้เฉื่อย เราทำงานเต็มที่ แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง เพื่อที่จะทำให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด มันก็ต้องใช้เวลา พอได้ยินลุงเฉื่อยๆ เราก็แอบน้อยใจ

แต่สุดท้ายจริงๆ เราก็พบว่ามันกลับกลายเป็นข้อดีนะ มันแสดงให้เห็นว่าเรากับลูกค้าสนิทกันมากขึ้นแล้ว เราไม่ใช่ลูกค้ากับร้านขายอาหาร แต่เป็นลุง เป็นครอบครัวนะ เหมือนเวลาเราจะไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยเรียน เราไม่เรียกชื่อร้านหรอก เราเรียกร้านป้านู้น ลุงนี่ แล้วทุกคนก็รู้กัน มันเป็นอะไรแบบนั้น แล้วพอลูกค้าทุกคนเรียกกันจนติดปาก ถึงขั้นที่ลูกค้าไปตั้งโลเคชั่นเช็คอินว่าปังลุงเฉื่อยเอง เราก็เลยเอาวะ อย่างนั้นก็ชื่อร้านปังลุงเฉื่อยไปเลยแล้วกัน” – พี่หนึ่ง


วันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อ แต่ ‘ภูธรบาร์’ เดินทางไกลข้ามกรุงเทพมาตั้งรกรากถึงอีกมุมของเมืองอย่าง ‘โชคชัยสี่’ เป็นที่เรียบร้อยในฐานะสาขาใหม่ที่ใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่า เพราะพี่หนึ่งบอกว่าปณิธานของตนในการทำร้านใหม่คือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ทุกจุด ทั้งในความอร่อยและความสบายซึ่งเคยเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในพื้นที่อันมีข้อจำกัดหลากหลายของสาขาเก่า

“สาขาแรกเรามีพื้นที่น้อยมาก คือมีพื้นที่แค่ตรงหน้าบ้าน พอลูกค้าเยอะๆ เราก็ต้องไปขอใช้พื้นที่สนามหญ้าของสุขุมาลอนามัยให้ลูกค้าได้ปูเสื่อนั่งกัน พอจะทำสาขาใหม่ เราก็เลยตั้งใจว่ายังไงก็ต้องมีที่นั่งที่เพียงพอ กว้างขวาง นั่งสบายให้ลูกค้า ไม่ต้องมานั่งมืด โดนยุงกัดกันแบบเดิม ก็เลยกลายเป็นปณิธานของเราเลยว่าถ้าเราจะมีร้านใหม่ เราจะมีห้องแอร์ให้ลูกค้านั่ง มีโต๊ะเก้าอี้ดีๆ มีโซฟาวินเทจ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ มีเพลงดีๆ ให้ฟัง แม้แต่หลอดไฟที่อยู่ในร้าน เราก็ซื้อมาลองทุกขนาด ว่ากำลังไฟแบบไหนที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกสบายตาที่สุด” – พี่หนึ่ง

เมื่อเราถามต่อว่าเพราะอะไรพี่หนึ่งจึงกล้าลงทุนมากมายถึงขนาดนี้เพื่อขายขนมปังปิ้งก้อนละ 20 บาท พี่หนึ่งก็เล่าต่อว่า

“มีแต่คนถามว่าลงทุนเป็นล้านๆ ขายขนมปังก้อนละ 20 แบบนี้ เมื่อไหร่จะคืนทุน เราไม่ได้คิดแบบนั้น เราไม่ได้คิดถึงการคืนทุนด้วยซ้ำ เราคิดแค่ว่าถ้าจะทำแล้วเราอยากทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่มันอร่อยปาก ยังไงมันก็อร่อยได้ แต่ถ้ามันอร่อยใจด้วยมันก็จะยิ่งดีกว่า”

แต่สุดท้ายถึงแม้พี่ๆ จะไม่ได้คิดถึงต้นทุน แต่พี่แน๊ตก็เสริมว่าตอนนี้ร้านปังลุงเฉื่อยสาขาใหม่ก็ได้ทุนคืนเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบขึ้นจากความตั้งใจของพี่ๆ นั่นเอง

อีกหนึ่งสิ่งที่พี่แน๊ตมองว่าเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้องค์ประกอบอื่นๆ ของร้านก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ทีม’ เพราะเธอเชื่อว่าการจะสื่อสารความใส่ใจและเป็นกันเองออกไปถึงลูกค้า ต้องเริ่มต้นจากความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในทีมเป็นอย่างแรก

“เราสอนเด็กเสมอให้ใส่ใจกับลูกค้า เพราะปกติเราเป็นคนชอบคุยกับคนอยู่แล้ว เวลาลูกค้ามาเราก็จะชวนคุย ครั้งแรกที่เขามาเขาอาจจะเป็นลูกค้า แต่ครั้งที่สองที่เขามาเราจะจำเขาได้ แล้วเขาจะกลายเป็นเพื่อน เราจะรู้จักว่าเขาชื่ออะไร ชอบสั่งอะไร ทำงานอะไร แต่ก่อนที่เด็กๆ จะถ่ายทอดความใส่ใจนี้ไปถึงลูกค้าได้ พื้นฐานชีวิตของเขาต้องดีก่อน เราก็เลยตั้งใจว่าจะต้องตอบโจทย์ชีวิตด้านอื่นๆ ของน้องได้ด้วย อยากเที่ยว อยากกิน อยากเรียน ต้องได้ทำ มันไม่ใช่การจ่ายเงินรับเงินเป็นเจ้านายลูกน้องกันอย่างเดียว แต่ถ้าเราอยากให้เขาเป็นตัวแทนของเรา ที่ถ่ายทอดความเป็นกันเองของเราได้ เราต้องให้ความรักความใส่ใจกับเขาก่อน เพราะเราเชื่อว่าเด็กๆ จะนำความใส่ใจของเรากลับสู่ลูกค้า” – พี่แน๊ต

การพยายามตอบโจทย์ชีวิตในทุกๆ ด้านของน้องในร้านอาจฟังดูเป็นเรื่องที่ยากจะเป็นไปได้ แต่พี่แน๊ตก็ลงมือคิดจริงทำจริงถึงขนาดเคยพาเด็กในร้านไปหาโรงเรียนอยู่และช่วยทำเรื่องย้ายโรงเรียนมาแล้ว นอกจากนี้พี่แน๊ตยังเล่าว่าเธอจะสอนเด็กๆ ให้ไม่มองตัวเองเป็นแค่พนักงานที่ทำงานรับเงินวันต่อวันแต่ต้องคิดถึงอนาคตข้างหน้าและคำนึงถึง Career Path ของตัวเองอยู่เสมออีกด้วย

“เมื่อก่อนเคยมีเด็กแถวนี้ เข้ามาทำงานพาร์ทไทม์ น้องอายุประมาณ 15 แล้วตอนนั้นมีปัญหาต้องย้ายโรงเรียน แต่ที่บ้านน้องก็ไม่ค่อยสะดวก เราก็กลายเป็นเหมือนแม่อีกคนที่ช่วยวิ่งหาโรงเรียนให้ พาไปสมัคร จ่ายเงินค่าเทอมให้ จนสุดท้ายครอบครัวเขามีปัญหาต้องย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด เราก็หาที่อยู่ให้ คือกลายเป็นเหมือนน้องแท้ๆ ไปเลย แล้วแน๊ตจะพูดกับเด็กตลอดว่าอีก 5 ปี คุณมองชีวิตคุณเป็นยังไง จะอยู่ตรงนี้ หรือจะเติบโตมากกว่านี้ เด็กๆ บางคนที่เราเห็นศักยภาพในตัวเขา แน๊ตพูดเลยว่า ขอนะ อายุ 25 ต้องมีธุรกิจส่วนตัวแล้ว จะมาทำงานอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เราพร้อมที่จะเปิดสาขาหนึ่งให้เขาดูแลได้เลย”


สุดท้ายนี้ในวันที่ความฝันสูงสุดของคนรุ่นใหม่ย่อมหนีไม่พ้นการมีกิจการเป็นของตัวเอง ในฐานะเจ้าของกิจการที่จะพูดว่าประสบความเร็จได้อย่างสวยงามในเวลาอันรวดเร็วก็คงไม่ผิดนัก เราอยากขอให้พี่ๆ ทั้งสองฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่คนอื่นๆ ที่มีความฝันแบบเดียวกันสักนิด

“ทุกสิ่งต้องเริ่มต้นจากความชอบ อย่างผมเป็นคนชอบรถ ชอบกินนม ชอบกินขนมปัง ชอบพูดคุย มันก็รวมกันออกมาเป็นร้านนี้ที่มีนม มีขนมปัง มีรถวินเทจที่ผมสะสมไว้ แล้วก็เป็นที่ๆ ทำให้ผมได้คุยกับคน แต่ถ้าสมมติผมเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว ผมก็คงมุ่งหน้าไปทำก๋วยเตี๋ยว เพราะทุกอย่างที่เราชอบ เราจะมุ่งมั่นเข้าหามันมากที่สุด และบางทีการทำสิ่งที่เราชอบมันก็ไม่จำเป็นต้องตรงตัวเสมอไปอย่างแน๊ตเขาชอบการสอน เขาเคยอยากเป็นครูแล้วก็พยายามมุ่งหน้าไปทางการเป็นครูมากๆ ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นครู แต่เขายังได้สอนอยู่ สอนการทำเครื่องดื่ม การบริหารจัดการร้าน การคุยกับลูกค้า สอนทัศนคติที่ดี เขายังเป็นครูของน้องๆ ในร้าน ไม่ต้องเป็นครูในโรงเรียน ครูสอนพิเศษ แต่เขาก็ยังมีความสุขได้ หรือสมมติคุณชอบกินกาแฟ ก็ไม่ใช่ว่าจำเป็นจะต้องเปิดร้านกาแฟอย่างเดียว คุณอาจจะขายอุปกรณ์ทำกาแฟ ปลูกเมล็ดกาแฟขาย หรืออะไรก็ได้” – พี่หนึ่ง

“อีกสิ่งหนึ่งที่เจ้าของกิจการต้องทำให้ได้เลยคือการยอมรับตัวเอง เพราะการที่คุณเปิดร้าน ไม่ว่าจะทำดีแค่ไหน คุณจะได้รับคำคอมเพลนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหารหรือการบริการ เราต้องยอมรับจุดนั้นให้ได้ มองมันเป็นตัวช่วยในการพัฒนาแล้วพยายามแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอ

ถึงลูกค้าจะด่าหรือโมโหเรา แต่การที่เราตอบกลับไปด้วยอารมณ์และอีโก้ มันไม่ได้ทำให้ร้านเกิดการพัฒนาอะไรเลย เพราะฉะนั้นแค่ยอมรับ มันอาจจะไม่อร่อยจริงๆ ก็ได้ หรืออาจจะอร่อยแต่แค่ลูกค้าไม่ชอบก็ได้ แต่อย่างน้อยการที่เขามาบอกกับเรา มันก็คือการที่ยังมีคนใส่ใจเรานะ ถ้ามันไม่อร่อย เขาก็แค่อยากให้เรารู้เพื่อให้เราได้พัฒนาตัวขึ้น เมื่อก่อนเราก็โมโห แต่ตอนนี้เราดีใจนะเวลาลูกค้าเตือนหรือแนะนำ พอเขาแนะนำแล้วเราพัฒนาตามจริงๆ ก้าวข้ามความไม่พอใจของเขาได้จริงๆ วันนึงเขาจะหมดข้อติแล้วยอมรับในตัวเรา แต่แน่นอนว่าการปรับของเราต้องอยู่บนพื้นฐานของตัวตนเราด้วยนะ มันเหมือนการปรับเข้าหากันมากกว่า”

เมื่อร้านเริ่มต้นขึ้นจากความชอบ ดูแลกันด้วยความรัก แถมยังมีทีมงานและลูกค้าเป็นเสมือนครอบครัว นอกจากขนมปังอร่อยๆ ที่เป็นผลผลิตหลักแล้ว กำไรของพี่ๆ ในการทำร้านนี้ก็คงจะเป็นความสุขจำนวนมหาศาลที่ส่งมาพร้อมประโยคสุดท้ายก่อนจะบอกลากันไปในวันนี้นี่แหละ

“การเปิดร้านทุกวันของเราไม่เหนื่อยและไม่ลำบากใจเลย เพราะเรามาสนุกกับบ้านเรา มานั่งเล่นที่บ้านเรา มาทำสิ่งที่เราชอบร่วมกับครอบครัวเรา”

ตามมาชิมรสชาติแห่งความใส่ใจของขนมปังปิ้งในตำนานอย่างปังลุงเฉื่อยได้ทั้งสองสาขาที่
สาขาแพร่งภูธร : 19:00 – 00:00 (ปิดวันอาทิตย์)
https://goo.gl/maps/uh5n85QdwWgWMGL36
สาขาโชคชัย4 : 16:30 – 00:00 (เปิดทุกวัน)
https://goo.gl/maps/3jf1DH6kfQLzRA6M7

859
VIEWS

Pop

No description. Please update your profile.