BANGKOK SWING

Posted on กุมภาพันธ์ 21, 2019 in Featured, Guide

Bangkok Swing
เต้นตามจังหวะไปพร้อมกัน สัมผัสวิธีสร้างสวรรค์สำหรับนักเต้นสวิงในเมืองไทย

เหนือถนนสีลมยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยรถราขวักไขว่ ที่ชั้น 3 ของอาคารริมถนนแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วโลก ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจับมือออกสเต็ปเต้นรำไปตามจังหวะเพลงสวิงแจ๊ซ นับถึงวันนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ความเป็นชุมชนของคนรักการขยับแข้งขยับขาบนฟลอร์สวิงที่ต้องเจอกับคนหลากหลาย ทั้งหลากลายอายุ เชื้อชาติ วัฒนธรรมมากขึ้นทุกวันนั้นทำอย่างไร ให้คนในอยากเต้นต่อ คนนอกอยากขอมาร่วมวงด้วยไปได้เรื่อยๆ

เราใช้เวลาก่อนฟลอร์จะเปิด นั่งลงคุยกันกับ สุ-สุไลมาน สวาเลห์ นักเรียนที่กลายมาเป็นคุณครูสอนเต้นสวิงและ โน้ต-มาลียา โชติสกุลรัตน์ หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญลำดับต้นๆ ของ Bangkok Swing ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเต้นสวิงในเมืองไทย

อะไรทำให้คนติดใจ Bangkok Swing มาจนถึงทุกวันนี้
สุไลมาน: ตอนที่เราเข้ามาเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ตอนที่เรามาตอนแรก เรามาคนเดียวรู้สึกโคตรเขินเลย พออยู่ไปเรื่อยๆ เราพบว่ามันตอบโจทย์หลายๆ อย่างในชีวิตที่เราไม่สามารถหาในกลุ่มเพื่อนเก่าได้ เพราะมีความสนใจเหมือนกันหลายอย่าง นอกจากการเต้น เช่น ดนตรี ศิลปะ การแต่งตัว ฯลฯ ใครที่บังเอิญเจอบางอย่างที่คลิกกับคนอื่น ขึ้นมาก็จะอยู่ต่อ พัฒนาความสัมพันธ์ไปต่อ มันก็เป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ สังคมของเราก็โตขึ้น คนข้ามรุ่นกันก็มารู้กันจักมากขึ้น กับบางคนสนิทกันเพราะว่าเราชอบเต้นด้วยกัน เราหาเวลามาซ้อมด้วยกัน อีกคนสนิทกันเพราะชอบฟังเพลง ค้นหาเพลงเหมือนกัน มี Sub Community เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็มีกลุ่มน้องๆ ที่นัดซ้อมทุกวันพุธใกล้บ้านตัวเอง นัดกันทำกิจกรรมอื่น แต่พอมันมีพัฒนาการมากขึ้น คนมาเรียนเยอะขึ้น นักเรียนก็เกาะกลุ่มกันภายในรุ่นอีก ในแง่มุมของเราที่เป็นครูก็อยากให้เขาเต้นกับคนที่เก่งกว่า แล้วก็คิดหาวิธีกิจกรรมเวิร์กช็อปที่หลายรุ่นจำเป็นจะต้องมารวมตัวกัน

เราพยายามศึกษาว่าคนเหล่านี้สนิทกันเพราะอะไร เราก็เข้าไปคุย พบว่าคนสนิทกันได้เพราะเพื่อน มาเต้นเรื่อยๆ เพราะเพื่อน ในเมื่อเพื่อนเป็นแรงบันดาลใจหลัก เราก็เลยพยายามคุยกับคนอื่นๆ ว่าเรามาพัฒนาเรื่องของ Friendship กันดีกว่า เราจัดตารางให้วันเสาร์ เป็นเวลาของชั้นเรียน Beginner พอเรียนเสร็จแล้ว จะเหลือเวลา 2 ชั่วโมงก่อนมี Social Dance เราจะได้ชวนคนใหม่ๆ ที่เพิ่งมาเรียน ไปกินข้าวเย็นแล้วก็กลับมาเต้นกันต่อ หรือถ้าเป็นชั้นเรียนวันพฤหัสบดี เราก็จะเปิดห้องให้ฝึกเต้นต่อหลังจากเรียนเสร็จแล้ว ทุกๆ ชั้นเรียนเราจะให้โจทย์คุณครูไปคิดหาวิธีทำให้นักเรียนสนิทกันในแบบที่เขาสบายใจ พยายามให้เป็นไปตามธรรมชาติ คอมมูนิตี้ที่นี่มันเล็กมาก แต่เรามองว่าคนที่มาเต้นสวิงมีความอดทนที่จะพัฒนา Community สูงมาก

มีวิธีการจัดการยังไงที่ทำให้คนที่แตกต่างกันมากๆ มาอยู่รวมกันได้
สุไลมาน: เวลาไปเที่ยวด้วยกัน บรรดาซีเนียร์จะมาดีเบตเลยว่าอนาคตจะเป็นยังไง จะพัฒนาคนยังไง จะทำให้คนสนิทกันยังไง คลาสควรเป็นแบบไหน เครื่องมือของคุณควรเป็นแบบไหน เพลงคุณเป็นแบบไหน ทิศทางจะเป็นไปในทางไหน คิดกันตลอดว่าเราจะไปยังไงดี ปีนี้เราตั้งใจว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วเราจะต้องพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้น การจะรู้จักชื่อทุกคนมันเป็นไปไม่ได้แล้ว เราเข้าถึงคนยากขึ้น มันสนุกนะแต่มันก็อย่างที่สุบอก เราก็พยายามหาวิธีการที่จะสื่อสารกัน แลกเปลี่ยนกันเรื่องที่แต่ละคนสนใจ

มาลียา : แต่ก่อนตอนที่คอมมูนิตี้ของเราเล็กมากๆ มันก็อาจจะเป็นรูปแบบของครอบครัวที่อยู่ด้วยกัน มันเคยเล็กขนาดนั้นเลย แต่พอมันใหญ่ขึ้นก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบว่า ‘แล้วเราตอบโจทย์อะไรให้กับใครแทน’ ก็อาจจะกลายเป็นที่ทำกิจกรรม เป็นที่เรียนรู้ หรือว่าในขณะเดียวกันความเป็นครอบครัวมันอยู่ แต่มันอาจจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มใหญ่ แต่มันแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ที่แต่ละคนหาที่ทางของตัวเองเจอแล้วก็เป็นครอบครัวในกลุ่มตัวเอง แต่พื้นที่ตรงกลางกลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กิจกรรม หรือครอบครัวเล็กๆ มารวมอยู่ด้วยกันได้

ระบบของ Bangkok Swing มีหน้าตาเป็นยังไง ในเมื่อคนบนฟลอร์เปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ
สุไลมาน : ระบบที่เราคิดมาก็ไม่ตายตัวสักที ทุกครั้งที่เราบอกว่าอันนี้เวิร์กว่ะ พอใช้ไปได้สักพักก็เปลี่ยนไปแล้ว ความเป็นคอมมูนิตี้ เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก มันเปลี่ยนแปลงตลอด เราก็ต้องปรับตามกันไปตลอด ถ้าเราไม่ปรับเราก็อยู่ไม่รอด ปี 2017 เป็นปีที่นักเรียนเยอะที่สุดที่เราเคยเจอมา เราก็เริ่มมาคิดระบบการจัดการกลุ่มใหญ่กลุ่มย่อย ปี 2018 ที่ผ่านมาก็เริ่มจัดการกันจริงจังมากขึ้น เราต้องมองภาพตลอดทั้งปีว่าเราจะจัดกิจกรรมข้างนอกเยอะแค่ไหน จัดกิจกรรมข้างในเยอะแค่ไหน จัดอีเวนต์ ทำโชว์ เพื่อที่จะให้คนภายในหาเรื่องซ้อมกัน เพื่อที่จะได้สนิทกัน ทุกๆ อีเว้นต์ของเรามีแนวคิดเบื้องหลังหมดเลยว่าจัดขึ้นมาเพราะอะไรเราอยากให้คนเก่งขึ้น แต่เราไม่ได้อยากให้เขาเก่งขึ้นแค่คนเดียว สองคน แค่กิจกรรม The Hop Got Talent อาจจะไม่พอแล้ว เราอยากให้คนสนใจในเรื่องดนตรีมากขึ้น ก็เลยจัดประกวดดีเจขึ้นมา เราอยากให้คนซ้อมมากขึ้น แต่เขาไม่รู้จะซ้อมอะไร ก็ทำกิจกรรม So You Think You Can Jazz ขึ้นมา ให้เขาได้พัฒนาตัวเอง ได้จับกลุ่มกันมี Deep Connection กับเพื่อนๆ ทั้งในรุ่นเดียวกันและรุ่นอื่นๆ

มาลียา : แต่ก่อนเราคิดว่าเราจะอยู่ด้วยกันยังไงให้สนุก แต่พอมีคนมากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาก็คือ ทำยังไงให้เก่ง ทำยังไงให้ลงลึก เพราะแต่ก่อนเวลาที่มีใครมาสัมภาษณ์ เราก็จะพูดเสมอว่าซีนกรุงเทพฯ เป็นซีนที่เด็ก สดใหม่ สนุก บ้าพลัง แต่เราก็จะไม่ได้เก่งเท่าซีนอื่นๆ แต่ตอนนี้เราอยากจะเริ่มเก่งแล้ว
สุไลมาน: ความน่าสนใจคือ เราอยากให้นักเต้นของเราเก่งขึ้น ก็ต้องทำงานทั้งสองฝั่ง เราอยากให้คนที่เรามีปัจจุบันเก่งขึ้น คนใหม่เราก็ต้องรับเข้ามาด้วย แต่โดยรวมแล้วเราจะยังอยากเก็บเสน่ห์ของเราไว้คือ ความบ้าในแบบของเราที่ซีนในประเทศอื่นๆ ไม่มี

จากวันแรกถึงวันนี้ความบ้าเปลี่ยนหน้าตาไปบ้างไหมคะ
มาลียา: เปลี่ยนแน่นอน เรารู้สึกว่าทุกสิ่งมันเป็นเหมือนกันแหละ พอมันใหญ่ขึ้นมันต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามเส้นทางของมัน แน่นอนพอมันใหญ่ขึ้น เรื่องความแน่นแฟ้นหรือว่าความรู้สึกเป็นกันเอง ก็ย่อมไม่ได้เท่าเดิมอยู่แล้ว แต่ว่ามันก็มีเรื่องอื่นที่มาเพิ่มให้เช่น พลังของคนที่มากขึ้น ความหลากหลายของคนที่ได้เห็นมากขึ้น หรือว่าความสามารถที่เราจะรับคนได้มากขึ้น อาจจะมีสิ่งที่เรามองไม่เห็นชัดแบบแต่ก่อนที่เราอยู่กันในกลุ่มเล็กๆ คิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาแต่ละคนก็ไม่ได้น้อยไปกว่าแต่ก่อน เพียงแต่เราไม่ได้ลงไปเห็นครบทุกคนเท่านั้นเอง แล้วก็อาจจะเป็นรูปแบบที่แตกต่างกันไป เหมือนกับถ้าเป็นห้องนั่งเล่นที่บ้านเรา ทุกคนเป็นครอบครัวเราจะบ้าได้เต็มที่ แต่พอคนเยอะขึ้น เราอาจจะมีความเขินมากขึ้น

จากที่อยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ พอกลายเป็นครอบครัวขยาย คนในบ้านที่อยู่มาตั้งแต่แรกทำใจยากไหม
สุไลมาน: แต่ก่อนเราเป็นเหมือนครอบครัว ตอนนี้บางทีเพื่อนๆ ที่เรารู้จักกันมาในคลาสรุ่นเดียวกันก็ไปแต่งงานบ้าง หรือว่าไปมีกิจกรรมอื่นๆ คนใหม่ที่เข้ามาเราจะไม่สนิทเลยก็ไม่ได้ ในฐานะครูสอนเต้น เราก็อยากจะรู้จักทุกคนนะ เราจะตั้งโจทย์ตัวเองว่า 5 เพลงนี้เราจะเต้นกับคนหน้าใหม่ทุกครั้ง หลังจากนั้นคุณจะไปเต้นกับใครเรื่องของคุณละ แต่อย่างน้อยเรารู้จักเขา ได้คุยกับเขา เรารู้ความสนใจของเขาแล้ว เราก็สามารถสร้างกิจกรรมหรืออะไรต่างๆ ที่เขาชอบได้

มาลียา: เราต้องไม่ตกไปในหลุมของการยึดติดกับสิ่งเดิม การเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสมอไป ใจหนึ่งก็อยากให้เหมือนเดิม แต่ก็ต้องปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ แล้วก็ดูว่าจากที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน มันทำอะไรได้บ้าง หรือว่าอะไรที่มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องหาครอบครัวของเราด้วยนะ เพราะไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นคนให้เซอร์วิสอย่างเดียว มันต้องอยู่ตรงนี้เพราะรู้สึกเป็นครอบครัวด้วย

พอมีคนมาเยอะๆ ร้อยพ่อพันแม่ มีเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้เกิดขึ้นบ้างไหม
มาลียา : มีบ้างเหมือนกัน สมมติว่ามีเหตุการณ์ที่ทำให้คนสักคนนึงรู้สึกว่านี่ไม่ใช่แล้ว หรืออึดอัดใจ เราก็จะมีโปรโตคอล ที่จะช่วยดูแลกัน เพราะว่ากิจกรรมตรงนี้เป็นกิจกรรมที่ต้องถูกเนื้อต้องตัว ต้องจับมือกัน แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจสิ่งนี้ได้เหมือนกันหมด ไม่ใช่ทุกคนที่จะบริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เกิดขึ้นแล้วมีคนที่โดนกระทำแล้วรู้สึกว่าไม่สบายใจ แล้วมาพูดปุ๊บ เราก็จะเข้าไปคุยไปถามทันที อาจจะเป็นการเชิญออก หรืออธิบายอะไรก็ว่ากันไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องช่วยกันดูแลคนที่อยู่ให้รู้สึกสบายใจ เรามีกฏของเราที่บอกอยู่เสมอว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

สุไลมาน: แม้กระทั่งตอนเต้นตอนสอน เราก็จะค่อยๆ สอนว่าวัฒนธรรมการเต้นคืออะไร เราขอผู้หญิงเต้นยังไง เต้นจบแล้วทำยังไง เราควรดูแลคนอื่นๆ ที่เต้นร่วมกับเราบนฟลอร์แบบไหน ทำท่านี้ต้องดูหน้าดูหลังก่อนไหม ก็พยายามสอนเขา แต่บางทีเราก็เจอคนต่างชาติมาเต้นเขามีวัฒนธรรมไม่เหมือนเรา เราก็ต้องบอกเหมือนกัน บางประเทศเขาจะต้องเต้นด้วยกันสองเพลง ถ้าคุณเต้นเพลงเดียวแปลว่าคู่เต้นไม่สนุก ถ้าเราไม่รู้ก็ทำให้อีกฝ่าย เสียเซลฟ์เลยนะ มันก็สนุกที่เราได้เรียนรู้แล้วก็ปรับกันไป

วัฒนธรรมที่แตกต่างของคนที่เข้ามา มันมีผลต่อพื้นที่ตรงนี้มากน้อยแค่ไหน
มาลียา : มากอยู่นะ มากอยู่ โชคดีที่มันยังมีแกนกลางอยู่แล้วก็คือดนตรี ความขี้เล่นของคน ความเปิดใจที่เราจะต้องเต้นกับทุกคน มันก็เลยฉุดให้เราใจเย็นพอ เปิดใจพอที่จะเป็นเพื่อนกับคนที่หลากหลาย อย่างเช่น มีคนในชีวิตบางคนที่ถ้าเราเจอในที่ทำงานเราคงไม่ไปเป็นเพื่อนเขา เพราะว่าดูไม่เข้ากันเลย หรือว่าเราไม่เข้าใจสไตล์เขา ถ้าไม่ใช่ที่นี่ เราคงจะผ่านไปแล้ว แต่ที่นี่ทุกคนมีสิ่งเดียวกันที่ฉุดให้อยู่ แล้วเราค่อยๆ เห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลง หรือเข้าใจในตัวเขามากขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าเราใจกว้างมากขึ้น

สุไลมาน : ทุกคนมาด้วยความเปิดใจอยู่แล้ว ทั้ง Introvert ทั้ง Extrovert ต้องเปิดใจอะไรสักอย่าง แล้วบางคนที่เปิดใจแล้ว สนุกไปกับมันได้ก็เปิดใจต่อ คนที่ Introvert ก็อาจเป็น Extrovert  คนที่ Extrovert ก็อาจเป็น Introvert ไปเลย (หัวเราะ) ไม่แน่ สุว่ามันน่าสนใจดีนะ เราก็เจอคนหลายแบบเหมือนกัน บางคนบ้า บางคนขยันมาก บ้างอยากมาสนุกไม่ต้องเป๊ะก็ได้ เราในฐานะครูก็อยากจะหาวิธีให้เขาสนุกกับมันต่อไปเรื่อยๆ

อนาคตของ Bangkok Swing มีหน้าตาเป็นอย่างไร
มาลียา : เราคิดว่าระบบจะชัดเจนมากขึ้นแน่นอน ปัจจุบันมันเป็นคอมมูนิตี้ธรรมชาติที่เรามารวมกัน พอมันใหญ่ขึ้น ก็อาจจะดูรูปแบบของการเป็นสมาคมจริงๆ ต้องเป็นลายลักษณ์อักษรมากขึ้น การมีส่วนร่วมของคนใหม่ๆ ก็คงจะมากขึ้น เราต้องการความเห็นจากหลายๆ คนมาช่วยดูแล้ว คงไม่ใช่แค่ 3-4 คนช่วยกันดูได้ เพื่อให้มันอยู่ต่อไปแล้วก็ขยายได้ เทรนด์อีกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว และน่าจะเกิดขึ้นต่อไปก็คือการขยายไปสู่หัวเมืองต่างๆ อย่างเชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น

สุไลมาน : เราจะพยายามฟังคนให้มากขึ้นว่าอยากได้อะไร คอยดูว่าเราจะทำอะไรให้คนของเราได้บ้าง เราอยากให้เขาแฮปปี้เวลาที่อยู่กับเรา อยากพัฒนาคนให้เก่งมากๆ เราจะได้เต้นกับเขาแล้วสนุกมากๆ หรือว่าเขาไปเต้นกับคนอื่นแล้วเขาสนุกมากๆ เหมือนกัน ในเวลาเดียวกันเราก็อยากให้มีคนเข้ามาใหม่เรื่อยๆ เราก็อยากกระจายความสนุกนี้มากขึ้น

485
VIEWS

Pop

Urban Curator, นักเขียน, นักเดินทาง ควบคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้เติบโตในย่านเมืองเก่าและมีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดกระเป๋าออกไปรู้จักโลก ปัจจุบันกำลัง In a Relationship with ศิลปะ หนัง พิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้ามือสองและการเดินเรื่อยเปื่อย