BIO TOURISM : BANG KA CHAO

Posted on พฤษภาคม 15, 2019 in Guide

เที่ยวใกล้กรุงสุขใกล้กัน
Bio Tourism ‘บางกะเจ้า-ดอนหอยหลอด’
แกะรอยเส้นทางลับ ขุมทรัพย์ความหลากหลายของธรรมชาติ

‘บางกะเจ้า’ ปอดของกรุงเทพมหานครที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะเกาะกลางเมืองซึ่งโดดเด่นในเรื่องของการเป็นสถานที่ปั่นจักรยาน ตลาดน้ำและสวนสาธารณะ
‘ดอนหอยหลอด’ สันดอนปากแม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยหอยหลอดแล้ว ยังมากไปด้วยร้านอาหารทะเลที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศแวะเวียนกันมานั่งกินลมชมธรรมชาติอย่างไม่ขาดสาย

แต่บางกะเจ้าจะมีดีแค่สวนสาธารณะและตลาดน้ำจริงหรอ?
แล้วดอนหอยหลอดล่ะ นอกจากจับหอยหลอด กินอาหารทะเล ที่นี่ยังมีอะไรรอให้เราค้นพบอีก?

หลังจากที่ Trawell ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้ว นอกจากเราจะได้พบว่าบางกะเจ้าและดอนหอยหลอดนั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มากมายกว่าที่เคยคิดเอาไว้แล้ว เรายังมีโอกาสได้รู้จักกับการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ อย่าง Bio Tourism ซึ่งนำเอา ‘ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย’ มาพัฒนาให้เกิดเป็น ‘ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว’ ในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อาหาร ผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ ฯลฯ โดยที่ยังสามารถเก็บรักษาภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี และยังช่วยส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไปในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย

ในสถานที่ๆ เราคุ้นชื่อ และเส้นทางเดิมๆ ที่เราคุ้นตา เมื่อมองจากมุมใหม่ ขุมสมบัติที่มากไปด้วยคุณค่าก็พร้อมที่จะปรากฎตัวออกมาได้เสมอ คว้าลายแทงนี้ขึ้นมาแล้วเตรียมตัวออกเดินทางไปตามหาขุมทรัพย์ความหลากหลายของธรรมชาติพร้อมทำความรู้จักกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ไปด้วยกันกับเราได้เลย!

เส้นทาง ทรงคะนอง-บางกระสอบ
ขุมทรัพย์แห่งบางกะเจ้า”

สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา

9:00 น. ตรง เราเดินทางมาพบกันที่วัดโปรดเกศเชษฐาราม เพื่อออกเดินทางเข้าสู่หมุดหมายแรกของคุ้งบางกะเจ้า ที่ ‘ป่าในเมืองคุ้งบางกะเจ้า’ หรือ สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ที่รวบรวมเอาพืชพันธุ์ท้องถิ่นของบางกะเจ้าและการฟื้นฟูระบบนิเวศของคุ้งบางกะเจ้าเอาไว้ให้ผู้คนได้เข้ามาศึกษา รวมไปถึงเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสวนสาธารณะให้ผู้คนได้เข้ามาพักผ่อนใกล้ชิดกับธรรมชาติอีกด้วย

เห็นสวยๆ อย่างนี้ จริงๆ แล้วสวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2549 โดยใช้เป็นสวนสาธารณะที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้คนในบางกะเจ้า ก่อนจะถูกทิ้งร้างไปนานหลายปีจนสกปรกทรุดโทรมและขาดการดูแลรักษา ผู้คนจึงไม่กล้ากลับมาใช้งานสวนแห่งนี้อีก

จนกระทั่งในปี 2559 ปตท. ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และตำบลทรงคนอง ได้เริ่มดำเนินโครงการ ‘รักษ์น้ำ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้า’ เพื่อพัฒนาคุ้งบางกะเจ้า โดยแผนพัฒนาสวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษาก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้นั่นเอง

จากสวนสาธารณะที่ถูกทิ้งให้รกร้างในวันนั้น ที่นี่จึงถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้งพื้นที่สีเขียวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและศูนย์การเรียนรู้ที่จัดแสดงนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวของคุ้งบางกะเจ้า พร้อมบอกข้อมูลการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศให้ผู้คนได้เข้ามาพักผ่อนและศึกษา เหมือนกับที่พวกเราได้เดินทางมาในครั้งนี้นั่นเอง

 

สวนป่าชุมชนเมือง สวนป่าเกดน้อมเกล้า

เมื่อรู้จักกับบางกะเจ้ามากขึ้นแล้ว เราจะไปต่อกันที่ ‘สวนป่าเกดน้อมเกล้า’ ป่าในเมืองแห่งแรกของประเทศไทย!

‘สวนป่าชุมชนเมือง สวนป่าเกดน้อมเกล้า’ เป็นห้องเรียนธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของชาวบ้านชุมชนบ้านใหม่ ที่มีจุดมุ่งหมายอยากจะอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชุมชนของตัวเองเอาไว้ จึงได้รวมตัวกันและชักชวนให้ผู้คนมาร่วมปลูกและดูแลต้นไม้พื้นถิ่นบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ในโครงการสวนกลางมหานคร เพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนในการดูแลและบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวในชุมชนที่อยู่อาศัยของตัวเอง

โดยนอกจากสวนป่าเกดน้อมเกล้าจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่อยากชวนให้ผู้คนมาทำความรู้จักกับพืชพื้นถิ่นและใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมสนุกๆ ให้นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ได้ลองทำกันอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยานชมสวน การผ่อนคลายด้วยสปาจากธรรมชาติ การทำอาหารพื้นบ้าน และการย้อมผ้าด้วยวัสดุจากธรรมชาติ ซึ่งทำให้เราได้รู้จักกับพืชพันธุ์และสมุนไพรต่างๆ อย่างใกล้ชิด แถมยังทำให้ได้รู้ว่าทุกอย่างในสวนใกล้บ้านของเรานั้นสามารถเก็บมาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าในแบบของตัวเองได้ทั้งนั้นด้วยนะ

โดยวันนี้เราจะมาย้อมผ้าด้วย ‘ลูกจาก’ ซึ่งเป็นต้นไม้พื้นถิ่นของบางกะเจ้ากัน!

ลูกจากที่เรานำมาใช้ในวันนี้เป็นลูกจากสดๆ จากต้น ที่ต้องนำมาปลอกเปลือกและทำความสะอาดให้เรียบร้อยซะก่อน จึงจะนำมาต้มจนออกสีเพื่อให้สามารถใช้ในการย้อมสีได้ โดยสีที่ได้จากลูกจากนั้นจะเป็นสีน้ำตาลแดงไปจนถึงส้ม ตามระยะเวลาที่ใช้ในการต้มและย้อมนั่นเอง

นอกจากจะย้อมให้เกิดสีแล้ว เรายังสามารถนำวัสดุในสวนและครัวเรือนอย่างก้อนหิน กิ่งไม้ หรือไม้ไอศกรีมมาใช้ในการมัดเพื่อสร้างลวดลายที่สวยงามและแปลกใหม่ให้กับผ้าของเราได้ด้วย

เมื่อย้อมและตากทิ้งเอาไว้แล้ว ระหว่างรอให้ผ้าแห้ง เราแวะมาผ่อนคลายด้วยการนวดสปาจากสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่หาได้จากในสวนป่าแห่งนี้กัน โดยสมุนไพรที่เลือกมาใช้ก็ล้วนแต่เป็นพืชที่สามารถหาได้ในครัวเรือนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้น หรือมะกรูด ที่ถึงแม้จะเป็นพืชที่คุ้นหูคุ้นตากันอยู่แล้ว แต่ก็เต็มไปด้วยสรรพคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นให้เลือดไหลเวียน ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดกลิ่นอับและยังช่วยแก้ส้นเท้าแตกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ พันโทชำนาญ อ่อนแย้ม

บ่ายนี้ เราก้าวเท้าเข้ามาในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ของนายทหารเกษียณอายุอย่าง ‘คุณลุงชำนาญ อ่อนแย้ม’ เจ้าของสวนวัยเก๋าที่ตัดสินใจกลับมาทำตามความฝันอย่าง ‘การปลูกมะม่วงที่ดีในพื้นที่บ้านของตัวเอง’ ให้ประสบความสำเร็จ

แล้วอะไรล่ะ เป็นสาเหตุที่ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ของผู้ชายคนนี้มีความพิเศษซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหนจนเราต้องแวะมาศึกษากันถึงที่นี่ในวันนี้?

คุณลุงชำนาญเล่าว่า ในช่วงแรกของการเริ่มทำสวนมะม่วงนั้นเกิดปัญหามากมาย เพราะใช้วิธีการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองโดยไม่ได้อาศัยความรู้จากตำราวิชาการฉบับไหน นอกจากนี้ยังมีปัญหาใหญ่ในเรื่องของพื้นที่สวนในบางกะเจ้า ซึ่งมีน้ำเค็มไหลเข้ามาในร่องสวน จึงทำให้ไม่ว่าจะทดลองปลูกกี่ครั้ง ต้นมะม่วงก็เสียหายล้มตายอยู่เสมอ จนเพื่อนบ้านต่างก็ถอดใจหันไปปลูกผลไม้ชนิดอื่นๆ แทนกันหมด
 
แน่นอนว่าคุณลุงชำนาญไม่เคยยอมแพ้ พยายามศึกษาและหาทางพัฒนาวิธีการปลูกต้นมะม่วงในบางกะเจ้าอยู่เสมอ จนได้มาเป็นเทคนิคใหม่ที่อาศัยการปลูกมะม่วงลงในกระถางปูนแบบเดียวกับที่ใช้ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ และใช้น้ำประปาในการรดแทนการใช้น้ำในร่องสวน จึงทำให้ต้นมะม่วงรอดตายและทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสวนที่มีมะม่วง มากถึง 180 ต้น และยังให้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากจนได้รับโอกาสให้ถวายมะม่วงแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นประจำทุกปีเลยทีเดียว!

นอกจากความสำเร็จในการปลูกมะม่วงบนพื้นที่น้ำเค็มแล้ว มะม่วงของที่นี่ยังไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใดๆ อีกด้วย คุณลุงชำนาญจึงต้องใช้ความขยันและอดทนในการหมั่นตรวจสอบโคนต้นมะม่วงทุกวัน ไม่ให้ศัตรูเข้ามากัดกินต้นไม้ นอกจากนี้ที่นี่ยังยึดแนวทางการปลูกพืชแบบสวนผสมที่นอกจากจะช่วยให้มีผลผลิตออกมาทุกฤดูกาลแล้ว ยังเป็นการสร้างสารอาหารโดยธรรมชาติให้กับดินอีกด้วย

ในวันนี้ ไม่ใช่แค่ต้นมะม่วงของลุงชำนาญจะปลูกในพื้นที่บางกระเจ้าได้เป็นอย่างดีเท่านั้น แต่มะม่วงน้ำดอกไม้ได้กลายเป็นสินค้า GI แห่งบางกระเจ้า หรือสินค้าที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติพิเศษที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงทักษะความชำนาญและภูมิปัญญาเฉพาะตัวของผู้คนในพื้นที่นั้นๆ เป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันนอกจากการขายมะม่วงและกิ่งพันธุ์ของมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว คุณลุงชำนาญจึงเปิดสวนแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการดูแลต้นมะม่วงต่อไป

ผึ้งนางโฮมสเตย์ สมุทรปราการ

หลังเรียนรู้หลากหลายเรื่องราวมาตลอดทั้งวัน เราเดินทางเข้าสู่ที่พักอย่างบ้านเรือนไทยใจกลางปอดของกรุงเทพอย่าง ‘ผึ้งนางโฮมสเตย์’ ที่พักที่ตั้งใจอยากมอบประสบการณ์ในการพักผ่อนในบ้านเรือนไทยที่คนไทยหลายคนอาจไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส

ตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียวชะอุ่มสบายตา และของสะสมเก่าๆ ที่ถูกจัดแสดงเอาไว้ให้ทุกคนได้ชมกัน ไม่ว่าจะเป็นเหล่าตุ๊กตาไม้แกะสลัก แจกันไม้ หรือข้าวของเครื่องใช้ของคนไทยในสมัยก่อน โดยที่พักของที่นี่จะแยกออกเป็นบ้านเรือนไทยหลากหลายหลัง ที่สร้างด้วยศิลปะแบบเรือนไทยภาคกลางและเรือนไทยภาคเหนือ

นอกจากจะเป็นโฮมสเตย์อยู่สบายใกล้กรุงเทพ ที่ทำให้เราได้สัมผัสกับการใช้ชีวิตในบรรยากาศของประเทศไทยในอดีตแล้ว ยังนอนหลับสบายพร้อมให้ตื่นมาสนุกกันต่ออีกด้วยนะ

สวนส้มเทพรส บ้านบางกระสอบ

แวะมาทำแกงส้มสูตรพิเศษกลางสวนส้มพร้อมพายเรือชมร่องสวนกันที่แหล่งเรียนรู้สุดน่ารักประจำตำบลบางกระสอบอย่าง ‘สวนส้มเทพรส บ้านบางกระสอบ’ สวนผสมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ‘พี่ตา-ดวงใจ ฉายายนต์’ และ ‘พี่เต้ย-นภดล ทองมั่น’ สองสามีภรรยาใจดีที่ตัดสินใจเปิดบ้านไม้หลังเล็กในสวนใหญ่ให้ผู้คนได้แวะเวียนกันเข้ามาเรียนรู้ความหลากหลายของทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูณ์และวิธีการต่อยอดวัตถุดิบใกล้ตัวให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายกว่าที่เคย

เราเริ่มต้นความสนุกด้วยการลองจิบ ‘ชานมจาก’ อุ่นๆ แกล้มกับสมุนไพรอบกรอบและเมี่ยงคำสูตรพิเศษ ที่ใช้ ‘พริกเกลือมะพร้าวคั่ว’ เป็นเครื่องชูรสชาติหวานแทนน้ำจิ้มเมี่ยงคำ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการทดลองต่อยอดต้นไม้ในสวนผสมของพี่ๆ ทั้งสองคนทั้งสิ้

โดยพี่ๆ เล่าว่า แค่ ‘ต้นจาก’ อย่างเดียวก็สามาถนำทุกๆ ส่วนของต้นไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบแล้ว เพราะนมจาก (เปลือกอ่อนๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ใบจาก) ก็นำมาทำชาได้ ,ดอกก็นำมาเผาเพื่อทำถ่านไบโอชาหรือถ่านบริสุทธิ์ที่ไม่มีน้ำมันทาซึ่งที่เป็นสารก่อมะเร็ง, ใบจากก็สามารถนำมาสานเป็นภาชนะใส่อาหาร, ลูกจากก็สามารถนำมาทำแกงส้ม และแม้แต่น่องจากหรือบริเวณโคนต้นจาก ก็ยังสามารถตัดมาใช้แทนโฟมที่ช่วยในการพยุงตัวในน้ำได้อีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น พี่เต้นกับพี่ตายังเป็นผู้ที่พลิกฟื้นพันธุ์ ‘ส้มเทพรส’ ส้มท้องถิ่นที่มีแค่ในพื้นที่บางกะเจ้าเท่านั้น ซึ่งเกือบที่จะสูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมามีผลผลิตได้อีกครั้ง จนสามารถขยายพันธุ์ไปปลูกทั่วบางกะเจ้าได้จากต้นส้มในสวนเก่าเพียงแค่ 3 ต้นเท่านั้นอีกด้วย!

หลังจากเรียนรู้เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชุมชนและการแปรรูปต้นจาก รวมทั้งได้ลองขูดนมจากออกจากใบด้วยตัวเองกันไปแล้ว เราก็มาเรียนทำเมนูพิเศษที่จะพลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนบ้านบางกระสอบแห่งนี้อย่าง ‘แกงส้มพริกสด’ กันต่อ บอกเลยว่าทุกคนตั้งใจเต็มที่มากๆ เพราะแกงส้มที่ทุกคนทำด้วยกันตอนนี้นี่แหละที่จะกลายมาเป็นอาหารกลางวันของเราวันนี้


พี่ตาค่อยๆ สอนและปรุงแกงส้มพร้อมเชิญชวนให้เราได้ชิมและปรับแต่งรสชาติกันจนพอดีทุกขั้นตอน ได้ออกมาเป็นแกงส้มพริกสดรสเปรี้ยวคล่องคอแบบที่ไม่เคยกินจากที่ไหน โดยนอกจากมื้อนี้เราจะได้อิ่มอร่อยกันแบบสุดๆ แล้ว แกงส้มพริกสดสูตรบางกะเจ้านี้ยังเป็นเสมือนสิ่งที่เชื่อมโยงสองขุมทรัพย์แห่งทรัพยากรอย่าง ‘บางกะเจ้า’ และ ‘ดอนหอยหลอด’ เข้าด้วยกันอีกด้วย เพราะพี่ตาบอกว่าแกงส้มพริกสดจะอร่อยได้แบบนี้ต้องใช้กะปิเคยตาดำแท้ๆ ที่ส่งตรงจากคลองโคนเท่านั้น!

โดยนอกจากจะมีแกงส้มพริกสดที่ทุกคนช่วยกันทำแล้ว มื้อนี้ยังมีอาหารอร่อยๆ อีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น แฮ่กึ๊นกุ้ง ยำหัวปลี ไข่เจียวใบปรงทะเล และข้าวเหนียวมะม่วงสุดหอมหวาน ที่เรียงรายกันมาให้ทานจนอิ่มแปล้

ท้องอิ่มแล้วก็ต้องมาขยับร่างกายย่อยอาหารกันซะหน่อย เพราะที่นี่ยังมี ‘อุโมงค์จากร้อยปี’ ให้ทุกคนได้มาทดสอบความแข็งแกร่งด้วยการพายเรือลัดเลาะไปในคลองตาแดง ชมความอุดมสมบูรณ์ของสวนผสมและต้นจากที่มีอายุเก่าแก่ถึงร้อยปีกันอีกด้วย!

สวนป่าลำพูบางกระสอบ

ปิดท้ายการผจญภัยในบางกะเจ้าด้วยการเข้ามาเรียนรู้เรื่องราวของเหล่าขุมทรัพย์มีชีวิตอย่างเหล่าหิ่งห้อยใน ‘สวนป่าลำพูบางกระสอบ’ โครงการอนุรักษ์หิ่งห้อยที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของ ‘พี่สุกิจ พลับจ่าง’ หรือ ‘ยามเฝ้าหิ่งห้อย’ ที่มีความฝันอยากทำให้คุ้งบางกะเจ้ากลายเป็นเกาะหิ่งห้อยที่บรรดาหิ่งห้อยนับร้อยนับพันสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เพื่อที่ทำความฝันนั้นให้เป็นจริง พี่สุกิจเลือกใช้ ‘การปลูกและอนุรักษ์ป่าลำพู’ เพื่อสร้างบ้านของหิ่งห้อยให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง พร้อมกับเปิดที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้คนได้เข้าใจวิถีชีวิตของหิ่งห้อยและการเข้าชมหิ่งห้อยอย่างถูกวิธี

ด้วยความที่บางกะเจ้ามีพื้นที่เป็นคุ้งเกาะซึ่งถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาและยังเป็นพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณปากแม่น้ำ บางกะเจ้าจึงมีระบบนิเวศที่หลากหลายและเต็มไปด้วยทรัพยากรที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ซึ่งส่งผลให้เราสามารถพบแมลงและหิ่งห้อยได้หลากหลายสายพันธุ์ ทั้ง หิ่งห้อยน้ำกร่อย ซึ่งเป็นหิ่งห้อยที่พบได้มากที่สุดในบางกะเจ้า, หิ่งห้อยบก และหิ่งห้อยน้ำจืด ซึ่งเป็นหิ่งห้อยสายพันธุ์ใหม่ของโลก

หลังจากที่เราเรียนรู้เรื่องหิ่งห้อยกันไปแล้ว พี่สุกิจก็พาทุกคนออกมาชมต้นลำพูที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในบางกระสอบ ซึ่งยังคงถูกอนุรักษ์เอาไว้ที่สวนป่าลำพูแห่งนี้และต้นลำพูต้นใหญ่ต้นนี้ ก็เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนความหวังและความฝันของพี่สุกิจและชาวลำพูบางกระสอบ ที่อยากจะสร้างป่าลำพูซึ่งมากไปด้วยต้นลำพูต้นใหญ่ ให้กลายมาเป็นบ้านอันอบอุ่นและปลอดภัยของเหล่าหิ่งห้อยในอนาคตนั่นเอง

รู้จักบางกะเจ้าในแบบ Bio Tourism กันไปแล้ว อย่าลืมรออ่านตอนที่ 2 อย่าง ‘ดอนหอยหลอด’ กันด้วยนะ!

269
VIEWS

Pop

Urban Curator, นักเขียน, นักเดินทาง ควบคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้เติบโตในย่านเมืองเก่าและมีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดกระเป๋าออกไปรู้จักโลก ปัจจุบันกำลัง In a Relationship with ศิลปะ หนัง พิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้ามือสองและการเดินเรื่อยเปื่อย