BIO TOURISM : DON HOI LOT

Posted on พฤษภาคม 16, 2019 in Guide

เที่ยวใกล้กรุงสุขใกล้กัน
Bio Tourism ‘บางกะเจ้า-ดอนหอยหลอด’
แกะรอยเส้นทางลับ ขุมทรัพย์ความหลากหลายของธรรมชาติ

‘บางกะเจ้า’ ปอดของกรุงเทพมหานครที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะเกาะกลางเมืองซึ่งโดดเด่นในเรื่องของการเป็นสถานที่ปั่นจักรยาน ตลาดน้ำและสวนสาธารณะ
‘ดอนหอยหลอด’ สันดอนปากแม่น้ำแม่กลองที่กว้างใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเต็มไปด้วยหอยหลอดแล้ว ยังมากไปด้วยร้านอาหารทะเลที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศแวะเวียนกันมานั่งกินลมชมธรรมชาติอย่างไม่ขาดสาย

แต่บางกะเจ้าจะมีดีแค่สวนสาธารณะและตลาดน้ำจริงหรอ?
แล้วดอนหอยหลอดล่ะ นอกจากจับหอยหลอด กินอาหารทะเล ที่นี่ยังมีอะไรรอให้เราค้นพบอีก?

หลังจากที่ Trawell ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจัดโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (BEDO) และคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้ว นอกจากเราจะได้พบว่าบางกะเจ้าและดอนหอยหลอดนั้นเต็มไปด้วยธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มากมายกว่าที่เคยคิดเอาไว้แล้ว เรายังมีโอกาสได้รู้จักกับการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจมากๆ อย่าง Bio Tourism ซึ่งนำเอา ‘ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย’ มาพัฒนาให้เกิดเป็น ‘ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว’ ในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อาหาร ผลิตภัณฑ์ องค์ความรู้ ฯลฯ โดยที่ยังสามารถเก็บรักษาภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของพื้นที่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี และยังช่วยส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไปในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย

สถานที่ๆ เราคุ้นชื่อ และเส้นทางเดิมๆ ที่เราคุ้นตา เมื่อมองจากมุมใหม่ ขุมสมบัติที่มากไปด้วยคุณค่าก็พร้อมที่จะปรากฎตัวออกมาได้เสมอ คว้าลายแทงนี้ขึ้นมาแล้วเตรียมตัวออกเดินทางไปตามหาขุมทรัพย์ความหลากหลายของธรรมชาติพร้อมทำความรู้จักกับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ไปด้วยกันกับเราได้เลย!


ย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 1 ได้ที่นี่เลย
ขุมทรัพย์แห่งบางกะเจ้า” เส้นทาง ทรงคะนอง-บางกระสอบ 


เส้นทาง ปันรักให้ทะเล
“ขุมทรัพย์แห่งดอนหอยหลอด”

นาเกลือคาเฟ่ Salt Lake De Maeklong

ก่อนจะออกเดินทางไปตามหาขุมทรัพย์แห่งดอนหอยหลอดกันตลอด 2 วัน 1 คืน เรามาดื่มกาแฟยามเช้าให้ตาสว่างกันที่ Salt Lake De Maeklong คาเฟ่นาเกลือแห่งแรกของแม่กลองที่นำเอาความพิเศษของพื้นที่ ซึ่งเป็น ‘นาเกลือ’ มาต่อยอดให้กลายเป็นความพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหน

ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มากมายอย่าง ‘เกลือ’ มาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่ม การนำเกลือมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่นเกลือขัดผิว เกลือแช่เท้า เกลือพอกหน้า การนำเกลือมาใช้แทนหิมะในการตกแต่งคาเฟ่ การจัดพื้นที่นาเกลือให้สวยงามเหมาะกับการท่องเที่ยวและถ่ายภาพ การนำเกลือชนิดต่างๆ มาจัดแสดงเพื่อให้ความรู้กับผู้คน และยังมีแม้กระทั่งพื้นที่ซึ่งเปิดให้ผู้คนได้นำเกลือสปามาแช่เท้าให้สบายใจพร้อมนั่งชมวิวสวยๆ ของนาเกลืออีกด้วย!
 

วิสาหกิจชุมชน ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน

สดใสรับวันใหม่กันเรียบร้อย เราก็เดินทางเข้าสู่ ‘วิสาหกิจชุมชน ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน’ เพื่อไปนั่งเรือชมระบบนิเวศป่าชายเลนคลองโคนและปลูกป่าชายเลนบนเนื้อที่กว่า 6000 ไร่ ซึ่งถูกปลูกและฟื้นฟูโดยชาวบ้านชุมชนคลองโคลนมาตั้งแต่ปี 2524 หรือเป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว

ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน’ เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของชาวชุมชน ที่อยากจะฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนในชุมชนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากที่มีการบุกเบิกพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำในผืนป่าชายเลนบริเวณปากอ่าวอย่างแพร่หลาย จนทำให้ป่าชายเลนและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้นเกิดความเสียหาย ผู้คนในชุมชนจึงตัดสินใจเริ่มปลูกป่าชายเลนเพื่อถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2524 และค่อยๆ ปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 40 ปี ร่วมกับอาสาสมัครจากบริษัทและสถาบันต่างๆ จนกลายมาเป็นอาณาเขตป่าไม้ที่เขียวชะอุ่มอุดมสมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน


ยิ่งเรือแล่นออกห่างจากหมู่บ้านมากขึ้นเท่าไหร่ อากาศรอบตัวเราก็ยิ่งสดชื่นขึ้นแบบสุดๆ จนอดไม่ได้ที่จะอิจฉาคนที่ได้ปลูกบ้านอยู่ริมทะเลแบบนี้ และเมื่อเราเริ่มเลี้ยวเข้าสู่บริเวณของป่าชายเลน ไม่ใช่แค่ต้นไม้สีเขียวที่หนาแน่นขึ้นอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีบรรดาน้องลิงหลากหลายไซส์ที่อาศัยอยู่ในป่าโผล่มาทักทายกันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย (ใกล้มากจนแทบจะกระโดดขึ้นมาบนเรือเลยของเราเลย!)

 
หลังจากได้นั่งเรือกินลมชมระบบนิเวศและทักทายกับน้องลิงกันไปแล้ว ก็ได้เวลาที่เราจะลงไปปลูกป่าชายเลนด้วยตัวเองกันสักที โดยการลงไปปลูกป่าในครั้งนี้เราต้องย่ำลงไปในโคลนเหลวๆ ที่เต็มไปด้วยรากและเศษกิ่งไม้ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงควรใส่กางเกงขาสั้นและถุงเท้ายาวให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกและความปลอดภัย บอกเลยว่าโคลนอาจจมลงไปได้ถึงครึ่งแข้งหรืออาจถึงหัวเข่าของเราเลยก็ได้!

โดยวิธีการปลูกป่าชายเลนที่ถูกต้องจะต้องเว้นระยะของแต่ละต้นให้ห่างกันไม่ต่ำกว่า 1 ฟุตขึ้นไป เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นมีพื้นที่ในการเติบโตได้อย่างเต็มที่ และต้องขุดหลุมในโคลนให้ลึกพอที่จะสามารถกลบโคนต้นไม้ได้พอดี (วัดได้โดยการดูความยาวของส่วนรากตั้งแต่ต้นจรดปลายราก แล้วขุดให้มากกว่าความยาวของรากนั้นอีก 1 เท่า) เพื่อให้ต้นอ่อนสามารถตั้งอยู่ในดินได้อย่างแข็งแรงและไม่โค่นล้มลงไปซะก่อน

ถึงจะทุลักทุเลจนเหงื่อตกท่วมตัวไปบ้าง แต่เราก็สามารถปลูกป่าชายเลนให้สำเร็จได้ในที่สุด รับรองว่านอกจากจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมปลูกป่าชายเลนแล้ว ยังทั้งเหนื่อยและทั้งสนุกด้วยนะ!

โรงเรียนคนทำนาเกลือ

หลังจากที่เมื่อเช้าเราได้แวะไปจิบกาแฟเกลือที่คาเฟ่นาเกลือกันไปแล้ว คราวนี้เราจะเติมความเค็มให้กับชีวิตด้วยการไปเรียนรู้เรื่องการทำนาเกลือและการนำเกลือไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมกับลงมือช้อนดอกเกลือขึ้นจากนาเกลือด้วยตัวเอง จะสนุกสนานแค่ไหน พร้อมแล้วก็ไปกันเลย!

‘โรงเรียนคนทำนาเกลือ’ เป็นศูนย์การเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ที่ ‘ครูโต-บุญปรอด เจริญฤทธิ์’ เปิดขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจในเรื่องการทำนาเกลือ ได้เข้ามามีส่วนร่วมและทำความรู้จักกับอาชีพดั้งเดิมอีกอาชีพหนึ่งของชาวไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่นอกจากจะช่วยให้ทุกคนได้เข้าใจ ‘เกลือ’ มากขึ้นแล้ว ยังทำให้พวกเราได้สนุกและใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้นอีกด้วย

ไม่ใช่แค่คนนอกอย่างเราๆ เท่านั้น แต่ ‘เกษตรกรไทย’ ก็เป็นคนอีกหนึ่งกลุ่มที่ครูโต ซึ่งสืบทอดการทำนาเกลือของครอบครัวมาเป็นรุ่นที่ 7 และได้พัฒนาวิธีการทำนาเกลือแบบใหม่ๆ มาตลอดชีวิต อยากที่จะถ่ายทอดความรู้และเทคนิคให้ เพราะถึงแม้ว่าอาชีพคนทำนาเกลือจะเคยเป็นอาชีพที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม แต่ในปัจจุบันกลับเหลือชาวนาเกลือในจังหวัดเพียงแค่ 133  รายเท่านั้น และยังเริ่มลดจำนวนลงเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพสังคมและความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยก่อนอื่น ครูโตจะเริ่มนำเราเข้าสู่โลกของการทำนาเกลือด้วยการไขความลับว่ากว่าที่จะได้ออกมาเป็นเกลือเค็มๆ ที่เรานำมาใช้ปรุงอาหารทานกันนั้นต้องผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง และแท้จริงแล้วในโลกนี้มีเกลือชนิดไหนอีกที่เราไม่เคยรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น เกลือตัวผู้ เกลือจืด เกลือหวาน เกลือขม ดอกเกลือ ไปจนถึงขี้แดดนาเกลือ หรือดินหนังหมา ที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาในระหว่างขั้นตอนการทำนาเกลือในทุกๆ วัน และยังเป็นสิ่งที่สามารถนำมาแปรรูปและต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น แป้งเกลือจืด สบู่เกลือ เกลือขัดผิว เกลือสปา ปุ๋ยจากขี้แดด ฯลฯ

เมื่อได้รู้จักขั้นตอนการผลิตเกลือและชมสาธิตการต่อยอดผลิตภัณฑ์จากเกลือกันไปแล้ว ครูโตก็พาเราเข้าไปชมในโรงนาซึ่งยังคงใช้เก็บเกลือที่มาจากนาเกลืออยู่จริงในปัจจุบัน เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศของการทำงานแบบชาวนาเกลืออย่างใกล้ชิด ก่อนจะพาพวกเราเดินลัดเลาะออกไปกลางทุ่งนาเพื่อทดลองใช้สวิงยาวๆ ช้อนเก็บดอกเกลือที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำกันด้วยตัวเอง

ดูเหมือนง่ายๆ อย่างนี้ แต่บอกเลยว่าพอมาทำจริงๆ แล้วไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากจะต้องคอยระวังไม่ให้สวิงตักไปโดนส่วนของดินที่อยู่ใกล้กันมากๆ แล้ว ยังต้องเกร็งมือให้สามารถช้อนเกลือทั้งแผ่นให้ได้ในปริมาณที่มากที่สุดอีกด้วย ทำแป๊ปเดียวก็เล่นเอาเมื่อยแขนไม่เบา กว่าจะได้ออกมาเป็นดอกเกลือสีขาวสวยให้เราได้ซื้อหามาใช้กันนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ

โฮมสเตย์บ้านคลองโคน

หลังการผจญภัยที่หนักหน่วงในดอนหอยหลอดตลอดทั้งวัน คราวนี้เราจะพักผ่อนกันที่ ‘โฮมสเตย์บ้านคลองโคน’ บ้านหลังเล็กหลากหลายสีสันกลางทะเลสาบน้ำเค็ม ที่ดูแยกกันก็น่ารัก ดูรวมกันยิ่งก็สดใสแบบสุดๆ โดยทุกหลังจะมีระเบียงหน้าบ้านสุดชิลล์ ที่เปิดให้เราได้ออกมานั่งทอดสายตามองฟ้ามองน้ำ นอกจากนี้บางหลังยังมีระเบียงหลังบ้านที่สามารถเปิดออกไปเห็นวิวพระอาทิตย์ตกสวยๆ ได้อีกด้วย

จริงๆ นอกจากบ้านพักน่ารักๆ แล้ว ที่นี่ยังมีฐานกิจกรรมกีฬาทางน้ำและเรือคายัคให้ผู้เข้าพักได้เลือกเล่นกันด้วย แต่วันนี้เราขอผ่านดีกว่า จะได้พักผ่อนเอาแรงเตรียมไปลุยกันต่อยาวๆ ในวันพรุ่งนี้

โรงงานกะปิหอมจอมป่วน เจ๊จิ๋มกะปิคลองโคน

วันนี้เรารีบตื่นเช้าออกจากที่พัก เพราะเราจะไปตามรอยขุมทรัพย์ ‘กะปิ’ กันตั้งแต่ต้นตออย่างการลงทะเลไปจับเคย ว่าจากทะเลสู่โรงงาน กะปิเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการผลิตและแปรรูปอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะกลายมาเป็นของโปรดประจำมื้ออาหารของใครหลายคน ว่าแล้วก็กระโดดขึ้นเรือแล้วมุ่งหน้าออกไปกลางท้องน้ำกันได้เลย!

ทันทีที่มาถึง เราก็พบกับพี่ๆ ชาวประมงทั้งสอง ซึ่งกำลังเตรียมตัวจับเคยกันอย่างขะมักเขม้น โดยพี่ๆ บอกว่าวันนี้จะยกเคยขึ้นมาให้พวกเราได้ดูเป็นการสาธิตก่อน แต่จริงๆ แล้วการจับเคยต้องใช้เวลาอยู่กลางทะเลเป็นวันๆ เพื่อรอให้น้ำขึ้นเต็มที่และให้มีเคยติดเข้ามาอยู่ในแห

ขนาดรออยู่ในเรือเพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง ลูกเรือแต่ละคนก็เริ่มออกอาการเมาเรือให้เห็นกันซะแล้ว ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าต้องลอยเรืออยู่แบบนี้ตลอดทั้งวันเหมือนพี่ๆ เราจะเป็นยังไง
หลังจากรอกันจนได้เวลา และพี่ๆ เริ่มดึงแหตาถี่สีน้ำเงินขึ้นจากน้ำ เราก็กลับมาตาสว่างกันอีกครั้ง เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราจะได้เห็นเหล่าเคยตัวเล็กจิ๋วที่เพิ่งออกมาจากแหอย่างสดๆ ร้อนๆ


หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า ‘เคย’ นั้นหมายถึงกุ้งตัวเล็ก แต่จริงๆ แล้ว เคยเป็นสัตว์ที่มีลักษณะและรูปร่างคล้ายกุ้ง แต่มีขนาดเล็กกว่า มีเปลือกนิ่มบาง และไม่มีกรีแหลมๆ ที่บริเวณหัวเหมือนกับกุ้ง โดยเคยนั้นจะมีขนาดยาวเพียงแค่ประมาณ 1.5 เซนติเมตรเท่านั้น โดยสาเหตุที่ชาวบ้านแถวนี้สามารถจับเคยที่ดีมีคุณภาพได้ทีละมากๆ ก็เป็นเพราะว่าเคยนั้นมักจะอาศัยอยู่ตามบริเวณใกล้กับรากไม้ในป่าชายเลนแบบนี้นั่นเอง


ได้เรียนรู้การสาธิตวิธีการจับเคยกันไปแล้ว คราวนี้เราจะมุ่งหน้าไปต่อกันที่ ‘โรงงานกะปิหอมจอมป่วน เจ๊จิ๋มกะปิคลองโคน’ โรงงานกะปิเจ้าดังแห่งคลองโคนที่นอกจากจะทำกะปิส่งขายไปทั่วประเทศมากว่า 30 ปี ยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการทำกะปิเคยตาดำให้ผู้ที่สนใจสามารถแวะเวียนเข้ามาศึกษากันได้อีกด้วย

‘พี่จิ๋ม’ เจ๊ใหญ่แห่งโรงงานกะปิก็พาเราไปดูกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำกะปิอย่างการนำเคยมาหมักและคลุกเคล้าเข้ากับเกลือแกง โดยพี่จิ๋มเล่าว่าเกลือที่ใช้จะต้องเป็นเกลือที่เก็บเอาไว้นาน 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น เพราะจะช่วยดับกลิ่นคาวของเคยได้ดีและยังไม่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน เพราะน้ำได้ระเหยออกไปหมดแล้ว โดยวิธีการหมักจะใช้เคย 10 ส่วนต่อเกลือ 1 ส่วน ก่อนจะตากทิ้งไว้เอา 3 แดด หรือ 3 วัน ตั้งแต่ 7โมงเช้าจนถึงเวลาฟ้ามืด โดยทุกๆ เที่ยงวัน ต้องออกมาพลิกเคยหนึ่งครั้ง เพื่อให้ทุกส่วนโดนแดดอย่างทั่วถึงกัน

ปกติแล้วกะปิที่ดีและโดดเด่นที่สุดของคลองโคนจะเป็นกะปิที่ทำจากเคยตาดำ แต่ในฤดูนี้เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการจับเคย พี่จิ๋มจึงเลือกใช้กุ้งขนาดเล็กมาสาธิตให้พวกเราชมกันแทน โดยถ้าเป็นเคยตาดำ หลังจากที่หมักเรียบร้อย เมื่อนำไปนวดเนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงและเนียนละเอียดได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าเป็นกุ้งซึ่งมีขนาดตัวใหญ่กว่า จะต้องใช้เครื่องโม่เพื่อบดให้ละเอียดแทน โดยสีที่ได้จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ส่วนใหญ่แล้วในหน้าหนาวจะจับเคยตาดำได้ง่ายกว่า ช่วงหน้าร้อนแบบนี้จึงมักจะนำกุ้งมาทำกะปิแทน เหล่ากะปิที่เรียงรายกันอยู่ในถังหมักที่เห็นนี้จึงล้วนแต่เป็นกะปิกุ้งทั้งสิ้น พอหมักได้ 15-30วัน ก็สามารถนำออกไปส่งขายได้เลย

ไม่ใช่แค่กุ้งหรือเคยเท่านั้นที่สามารถนำมาทำประโยชน์ได้ แม้แต่เศษปลาเล็กที่ติดอวนเกินมานั้น พี่จิ๋มก็เอามาโม่และบีบเป็นเส้น ได้ออกมาเป็นอาหารกุ้งที่สามารถแพ็คใส่ถุงขายเป็นรายได้เพิ่มเติมได้อีกด้วย

จากขั้นตอนการหมักในโรงงาน พี่จิ๋มพาเรามาต่อกันที่หน้าร้าน ที่ซึ่งพี่ๆ พนักงานกำลังบรรจุกะปิเนื้อเนียนลงในกระปุกด้วยมืออย่างชำนาญ นอกจากนี้ยังชักชวนให้พวกเราได้ทดลองตักกะปิใส่กระปุกด้วยตัวเองกันอีกด้วย พอได้ทำแล้วก็รู้เลยว่าพี่ๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์เยอะจริงๆ เพราะกว่าจะอัดกะปิลงไปให้แน่นพอดีและเรียบเนียนไร้ฟองอากาศเหมือนใช้เครื่องจักรได้แบบพี่ๆ นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ

โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน

ปิดท้ายทริปดอนหอยหลอดกันที่ ‘โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน’ โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชายเลนบริเวณชายฝั่งทะเลชุมชนบางแก้ว ที่เกิดขึ้นมาจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของผู้ชายซี่งไม่เคยหยุดคิดถึงป่าและชุมชนอย่าง ‘ผู้ใหญ่แดง-วิสูตร นวมศิริ’ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาพลิกฟื้นชีวิตให้กับป่าชายเลน เพื่อหวังให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่บ้านของเขาอีกครั้ง

หลังจากที่เดินลัดเลาะไปตามทางเดินปูนซึ่งโอบล้อมไปด้วยต้นไม้สุดร่มรื่นและป่าชายเลนไกลสุดลูกหูลูกตา เราก็ได้พบกับผู้ใหญ่แดงที่ศาลาไม้ไผ่ในที่สุด ผู้ใหญ่แดงเล่าว่าก่อนที่ที่นี่จะกลายมาเป็น ‘โรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลน’ ซึ่งเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามอย่างในทุกวันนี้ ในปี 2551 พื้นที่หมู่ 10 ของตำบลบางแก้วเคยมีปัญหาดินกัดเซาะและมีคลื่นลมพัดน้ำทะเลเข้าหาชายฝั่ง เกิดความเสียหายกับบ้านเรือนจนต้องรื้อทิ้งไปกว่าสิบหลัง


เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้นมากไปกว่านี้ ผู้ใหญ่แดงและชาวบ้านในชุมชนตัดสินใจลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยการรวมกลุ่มกันออกแรงนำไม้ใบมาปักเป็นแนวยาวหลายร้อยเมตรริมชายฝั่ง เพื่อป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน

จากงบประมาณแค่ 50,000 บาทในวันแรก ผู้ใหญ่แดงค่อยๆ ต่อยอดจากการต่อแนวไม้ไผ่ มาเป็นการทดลองปลูกป่าชายเลนบริเวณริมชายฝั่งเพิ่มขึ้นทีละนิด ทีละนิด ด้วยความหวังอยากให้ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ชุมชน พร้อมกับเปิดให้ผู้คนภายนอกได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกป่าชายเลนไปพร้อมกัน

ยิ่งได้ฟังวิธีการเปิดให้อาสาสมัครเข้ามาปลูกป่า เราก็ยิ่งนับถือในความใส่ใจและความรักในต้นไม้ของผู้ใหญ่แดงจริงๆ เพราะการปลูกป่าชายเลนของที่นี่ไม่มีการลุยโคลน ไม่มีการเดินโซซัดโซเซเหยียบย่ำต้นไม้เก่า ไม่มีการปลูกอย่างไม่เป็นแถวเป็นแนว ก่อนจะเปิดให้มีการปลูกป่าทุกครั้ง ผู้ใหญ่แดงจะปักไม้ไผ่เรียงเป็นแนวเพื่อกำหนดระยะห่างที่เหมาะสม และวางแผ่นโฟมเพื่อให้อาสาสมัครสามารถเดินเข้าไปปลูกได้โดยไม่ทำลายหน้าดินและไม่ทำร้ายต้นไม้ที่ปลูกไว้ก่อน ความสนุกของคนปลูกอาจจะลดน้อยลงและการเตรียมการก็อาจจะวุ่นวายมากขึ้นหลายเท่า แต่ทั้งหมดนั้นส่งผลดีกับป่าและต้นไม้มากขึ้นอย่างแน่นอน
 
จากการต่อสู้และพยายามอย่างไม่หยุดยั้งตลอด 12 ปี วันนี้ป่าชายเลนชุมชนบางแก้วอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง และยังไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวป้องกันชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์น้ำชายเลนหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู หรือปลา เพราะสัตว์และพืชนั้นเชื่อมโยงกันเสมอ ปูแสม กินใบไม้ที่ตกจากต้นเป็นอาหาร และเมื่อปูตายลง ซากปูก็กลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่ แม้แต่แนวไม้ไผ่เองก็ยังสามารถเก็บเคยและหอยนางรมที่เกาะรอบเสามาขายเป็นรายได้เสริมของชาวบ้านได้อีกด้วย

วันนี้ที่นี่ได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนหรือโรงเรียนธรรมชาติป่าชายเลนให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาและเยี่ยมชมอย่างใกล้ชิด จาก 1 อาคารเพิ่มเป็น 2 จาก 2 อาคารเพิ่มเป็น 3 ผู้ใหญ่แดงไม่เคยหยุดที่จะปลูกป่าชายเลนและพัฒนาโรงเรียนแห่งนี้เลยสักครั้ง

หลังจากเล่าความฝันของการพัฒนาโรงเรียนและศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนแห่งนี้ให้ฟังจบ ผู้ใหญ่แดงก็ชี้ให้เราดูสิ่งที่ห้อยลงมาจากหลังคาของศาลาไม้ไผ่คล้ายของตกแต่งทั้ง 3 ชิ้น สิ่งนั้นคือ ทุ่นสีขาวซีด ลูกแก้วสีเขียว และกิ่งไม้ไผ่ ซึ่งผู้ใหญ่แดงบอกว่าเจอในป่าระหว่างทำงานจึงได้เก็บมาผูกเอาไว้

“ทุ่นทรงกลมสีขาวก็หมายถึงโลกของเราที่แห้งแล้งไม่มีต้นไม้ ลูกแก้วสีเขียวก็คือโลกสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนไม้ไผ่ คุณเห็นแล้วนึกถึงอะไรล่ะ? รูปร่างของมันเหมือนกับนกไง รวมกันเลยหมายความว่า ถ้าโลกสีขาวของเรากลับกลายเป็นโลกสีเขียวที่อุดมสมบูรณ์เมื่อไหร่ นกและสัตว์ป่าก็จะกลับมามีชีวิตอยู่ร่วมกับเราได้อีกครั้ง นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องการจะทำให้มันเกิดขึ้นที่นี่”

ดวงตาที่เป็นประกายของผู้ใหญ่แดงในตอนที่แหงนหน้ามองของตกแต่งทั้ง 3 ชิ้น ทำให้เราอดหัวใจพองโตให้กับความมุ่งมั่นนี้ไปด้วยไม่ได้ เพราะมันคือสายตาของคนที่เชื่อในธรรมชาติและสิ่งที่ทำจริงๆ 🙂


จากการเดินทางตลอด 4 วัน 2 คืน บนเส้นทางแห่งความหลากหลายทางธรรมชาติ เราได้พบกับเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยรู้ ผู้คนมากมายที่ไม่เคยเห็น และได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่นอกจากจะทำให้สนุกสนานและเกิดการเรียนรู้แล้ว เรายังได้ช่วยสนับสนุนการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการนำทรัพยากรทางธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นการท่องเที่ยวไปในเวลาเดียวกันอีกด้วย

นี่แหละ คือ ‘สมบัติ’ ที่เราค้นพบจากการเดินทางตามลายแทงขุมทรัพย์แห่งทรัพยากรธรรมชาติในเส้นทางบางกะเจ้า-ดอนหอยหลอดแห่งนี้ แต่สมบัติในสายตาของทุกๆ คนจะเป็นยังไง ตามมาหาคำตอบกันด้วยตัวเองได้ที่นี่เลย!

 

386
VIEWS

Pop

Urban Curator, นักเขียน, นักเดินทาง ควบคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้เติบโตในย่านเมืองเก่าและมีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดกระเป๋าออกไปรู้จักโลก ปัจจุบันกำลัง In a Relationship with ศิลปะ หนัง พิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้ามือสองและการเดินเรื่อยเปื่อย