How to ดูศาลเจ้าอย่างไรไม่ให้งง

Posted on มิถุนายน 25, 2019 in Guide

เรียนรู้ศิลปกรรมเบื้องต้นในศาลเจ้าจีน
ผ่านศรัทธาสถานสำคัญสองแห่งของชาวจีนโพ้นทะเลแห่งย่านตลาดน้อย


เคยไปไหว้ศาลเจ้าจีนกันไหม ?

เชื่อว่าหลายคนมักจะคุ้นเคยกับศาลเจ้าในฐานะของสถานที่สำหรับการขอพรในเรื่องมงคลต่างๆ  ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้คือหนึ่งในการสะท้อนบทบาทของศาลเจ้ากับการเป็นศรัทธาสถานแห่งศูนย์กลางศาสนาและความเชื่อของชนชาวจีนมาอย่างยาวนาน หรือแม้กระทั่งเมื่อต้องอพยพตั้งถิ่นฐานบ้านเกิดยังแดนไกลเช่นในประเทศไทยก็ตาม การสร้างศาสนสถานอันเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนและชุมชนยังเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งยังสะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมตนเองได้อย่างดี ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้เราจึงพบเห็นศาลเจ้าของชาวไทยเชื้อสายจีนในกรุงเทพมหานครอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งในชุมชนที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่รวมกันหนาแน่นนั่นเอง

ภายใต้หน้าตาของศาลเจ้าจีนนับร้อยทั่วกรุงเทพมหานครที่เราเห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น แท้จริงแล้วมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆทางศิลปกรรมซุกซ่อนอยู่ โดยเราจะมาดูกันว่าเราสามารถใช้องค์ประกอบทางศิลปกรรมใดมาช่วยเหลือเราให้ดูศาลเจ้าทั้งหลายโดยไม่วุ่นวายและสับสนกัน

ซึ่งในวันนี้ เรามีศาลเจ้าจีนโรงเกือกและศาลเจ้าโจวซือก๋ง ศาลเจ้าจีนอายุเก่าแก่นับร้อยปีแห่งตลาดน้อย นิวาสสถานของเหล่าชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มาเป็นตัวอย่างใช้ในการสังเกตและศึกษากันว่า ศาลเจ้าจีนทั้งสองหลังนี้จะซุกซ่อนจิ๊กซอว์แห่งศิลปกรรมอะไรเอาไว้บ้าง

ไปตามหาจิ๊กซอว์กัน

 

 

ศาลเจ้าจีนคืออะไร ? 

ก่อนจะไปสำรวจสอดส่องศิลปกรรมต่างๆที่ทุกคนจะได้เจอกันเมื่อเข้าไปในศาลเจ้าจีนนั้น เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับศาลเจ้าจีนกันก่อน ว่าแท้จริงแล้วศรัทธาสถานประเภทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

ศาลเจ้าจีน เป็นศาสนสถานที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าในลัทธิเต๋าและศาสนาอื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนาดั้งเดิมก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนาในประเทศจีน ด้วยเหตุนี้ เทพประธานของศาลเจ้าจีนที่ปรากฏอยู่ทั่วไปมักจะเป็นลักษณะของเทพเจ้า มากกว่าพระพุทธรูป ตัวอย่างเทพเจ้าองค์สำคัญที่เป็นเคารพนับถือในลัทธิเต๋า เช่น กวนหยู (กวนอู) เปิ่นโถวกง (ปุ่นเถ้ากง) สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง (จุ้ยโบเนี้ยว) เป็นต้น ทั้งยังไม่มีนักบวชประจำวัด มีเพียงผู้ดูแลศาลเจ้าซึ่งเป็นฆราวาสเท่านั้นที่อาศัยอยู่ โดยหลักฐานการมีอยู่ของศาลเจ้าจีนนั้นสามารถสืบย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสับสนระหว่างคำว่า “ศาลเจ้าจีน” กับ “วัดจีน” ว่าแท้จริงนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดย วัดจีนนั้นแท้จริงแล้วเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนานิกายมหายาน จำเป็นต้องมีนักบวชจำพรรษา ไม่ต่างอะไรกับวัดไทยในบ้านเราแต่อย่างใด ซึ่งวัดจีนแห่งแรกในประเทศไทยที่มีประวัติการก่อสร้างที่ชัดเจนก็คือ วัดมังกรกมลาวาสหรือวัดเล่นเน่ยยี่ นั่นเอง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องเข้าใจกันก่อนว่า ด้วยการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมระหว่างชาวจีนอพยพต่างบ้านต่างภาษาตลอดระยะเวลาร่วมร้อยปีบนเกาะรัตนโกสินทร์ที่ผ่านมา ทำให้การสร้างศาลเจ้าหนึ่งหลังในกรุงเทพมหานคร จึงปะปนไปด้วยอิทธิพลทางศิลปกรรมของวัฒนธรรมจีนแต่ละกลุ่มภาษาอย่างมากมาย จนไม่อาจชี้ชัดได้อย่างเฉพาะเจาะจงว่าศาลเจ้าหลังใดสร้างขึ้นเนื่องในวัฒนธรรมจีนภาษาใดได้อย่างชัดเจน สิ่งที่เราทำได้คือสืบหาที่มาที่ไปขององค์ประกอบทางศิลปกรรมที่ปรากฏในศาลเจ้าแต่ละหลังว่ามีต้นทางศิลปกรรมมาจากวัฒนธรรมจีนภาษาใดเท่านั้น

รู้จักชาวจีนโพ้นทะเล

จุดกำเนิดของบรรดาศาลเจ้าจีนที่เราพบเห็นกันนับร้อยแห่งในกรุงเทพมหานครนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นด้วยแรงกายแรงศรัทธาของชาวจีนอพยพร่วมล้านคน ที่อพยพเข้ามาอาศัยตั้งรกรากในประเทศไทยมาตั้งแต่ครั้งสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนเกิดเป็นคำกล่าวเรียกชนชาวจีนเหล่านี้ว่า “ชาวจีนโพ้นทะเล”

ชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองไทยประกอบด้วยชาวจีนกลุ่มต่างๆมากมาย ซึ่งสามารถแยกออกตามรูปแบบของภาษาออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน ไหหลำ กวางตุ้ง และแคะ ซึ่งศาลเจ้าในวัฒนธรรมจีนที่เราพบเห็นได้โดยทั่วไปในกรุงเทพมหานครนั้น เกิดขึ้นจากการผสมผสานทางศิลปกรรมระหว่างชาวจีนกลุ่มภาษาต่างๆ ทั้ง 5 กลุ่มด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเราจะมาดูกันว่า เราสามารถใช้จุดไหนของศาลเจ้าจีนเพื่อมองหาร่องรอยทางศิลปกรรมกันบ้าง

อาคารทางเข้า

อาคารทางเข้า ถือเป็นหน้าตาของศาลเจ้าจีนทุกหลัง และเป็นจุดแรกๆของใครก็ตามที่มาไหว้ขอพรจะต้องสังเกตเห็นเป็นอันดับแรกเสมอ ซึ่งวัฒนธรรมจีนแต่ละกลุ่มภาษาก็มีการออกแบบและสร้างสรรค์อาคารทางเข้าที่แตกต่างกันออกไป โดยอาคารทางเข้าที่ปรากฏให้เห็นโดยทั่วไป คือเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ในผังรูปตัว U โดยด้านที่หันเข้าสู่พื้นที่ด้านในศาลเจ้าจะเปิดผนังโล่ง ขณะที่ด้านฝั่งตรงข้ามจะก่อเป็นผนังทึบ บ้างก็มีการเจาะช่องหน้าต่าง และเมื่อเราเดินเข้าไปสำรวจดูใกล้ๆ เราจะมองเห็นงานประดับอาคารทางเข้ามากมายหลายรูปแบบ  ซึ่งงานประดับเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนทำขึ้นเป็นงานศิลปกรรมในความหมายเกี่ยวกับความมงคลให้กับผู้ที่เดินทางมาสักการะ หรือเป็นตำนานเรื่องเล่าต่างๆตามความเชื่อของวัฒนธรรมจีนที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเทพเจ้าประธานภายในศาลเจ้าจีน

โดยที่ศาลเจ้าโรงเกือก บนผนังของอาคารจะมีการก่อกรอบสี่เหลี่ยมเป็นช่องๆ ขนาดเล็กและมีกรอบที่มีขนาดใหญ่ โดยแต่ละช่องไว้สำหรับประติมากรรมปูนปั้นประดับกระเบื้องผสมกับภาพจิตรกรรมเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานศิลปกรรมแบบนี้เป็นที่นิยมในศาลเจ้าของชาวจีนแคะ

สำหรับศาลเจ้าโจวซือก๋ง รูปแบบจะแตกต่างจากศาลเจ้าโรงเกือกอย่างชัดเจน โดยจะก่อช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่บริเวณด้านบนของผนังด้านหน้า เพื่อประดับงานประติมากรรมนูนต่ำและจิตรกรรมผสมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานศิลปกรรมแบบนี้เป็นที่นิยมในศาลเจ้าของชาวจีนฮกเกี้ยน

ช่องหน้าต่าง

ช่องหน้าต่างเป็นหนึ่งในงานประดับทางเข้าที่ศาลเจ้าต่างๆในกรุงเทพมหานครมักจะมีการเจาะช่องหน้าต่างที่แตกต่างและหลากหลายไปตั้งแต่รูปร่าง รวมถึงลวดลายประดับที่ช่องหน้าต่าง

ซึ่งศาลเจ้าโรงเกือกมีการเจาะช่องหน้าต่างขนาบประตูทางเข้า โดยประดับงานไม้ฉลุลายเมฆพรรณพฤกษาขดเป็นรูปมังกรที่เรียกว่า “ฉีหู่ชวง” ที่หมายถึง “หน้าต่างเสือมังกร” โดยตัวมังกรที่ปรากฏอยู่ในลวดลายมีความหมายมงคลถึงเรื่องอายุยืน ซึ่งเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับหน้าต่างบานนี้ คือการเจาะช่างหน้าต่างแบบฉีหู่ชวงนั้นเป็นรูปแบบที่พบในงานสถาปัตยกรรมของชาวแต้จิ๋ว แต่กลับพบในศาลเจ้าโรงเกือก ซึ่งเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นในวัฒนธรรมภาษาจีนแคะแทน แสดงให้เห็นการรับส่งอิทธิพลทางศิลปกรรมในศาลเจ้าระหว่างวัฒนธรรมจีนภาษาทั้งสองแหล่งได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ศาลเจ้าโจวซือก๋งที่แม้ว่าจะมีการเจาะช่องหน้าต่างขนาบประตูทางเข้าแบบ “ฉีหู่ชวง” เช่นเดียวกันกับศาลเจ้าโรงเกือกแทบทุกประการ แต่ฉีหู่ซวงที่ศาลเจ้าโจวซือก๋งเป็นรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิมของศาลเจ้าจีนฮกเกี้ยนอยู่แล้ว

หน้าบัน

หลายคนจะคุ้นเคยคำนี้เวลาที่พูดถึงบ้านเรือนไทยหรือวัดวาอาราม  แต่ในกรณีของศาลเจ้าจีน การที่ศาลเจ้าจีนทำแผนผังเป็นการหัน “ด้านยาว” ของอาคารเพื่อทำเป็น “ด้านหน้า” ทำให้เมื่อเรามองศาลเจ้าจีนจากด้านหน้า หน้าบันของศาลเจ้าจะดูเหมือนหันออกไปด้านข้าง ดังนั้น หากเราจะสามารถสังเกตหนัาบันศาลเจ้าจีนได้อย่างชัดเจน เราก็ต้องไปสังเกตจากด้านข้างของอาคารศาลเจ้าจีนแทน

โดยองค์ประกอบหน้าบันของศาลเจ้าจีนจะถูกสร้างในหลักของธาตุทั้งห้าตามความเชื่อของวัฒนธรรมจีนด้วยกัน ได้แก่ ดิน น้ำ ไม้ ไฟ และทอง ซึ่งเป็นรูปแบบศิลปกรรมที่นิยมกันอย่างมากในศาลเจ้าจีนที่สร้างในวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋ว โดยลักษณะของแต่ละธาตุจะปรากฏผ่านหน้าบันรูปแบบต่างๆ ดังต่อนี้

หน้าบันธาตุดิน : ที่ใต้จั่วมีการยกกระเปาะขนาดเล็ก
หน้าบันธาตุน้ำ : เป็นรูปทรงคลื่นน้ำ โดยมีวงโค้งทั้งหมด 3 วงซ้อนกัน โดยวงกลางใหญ่ที่สุด
หน้าบันธาตุไม้ : เป็นรูปเรขาคณิตหลายเหลี่ยม
หน้าบ้นธาตุไฟ : เป็นยอดแหลมจั่วธรรมดา
หน้าบัานธาตุทอง : เป็นรูปวงโค้งรูปเกือกม้าคว่ำ

โดยระบบธาตุทั้งห้าที่ผูกโยงเข้ากับรูปแบบหน้าบันของหลังคาในศาลเจ้าจีนนั้น มีความสัมพันธ์กับหลักความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของจีน ที่เชื่อกันว่าธาตุแต่ละชนิดนั้นมีอำนาจในการส่งเสริม ขัดแย้ง รวมถึงมีฤทธิ์เหนือกว่ากันในทางใดทางหนึ่งอีกด้วย เช่น ธาตุน้ำมีฤทธิ์เหนือธาตุไฟ ขณะที่ธาตุไฟมีฤทธิ์เหนือธาตุทอง เป็นต้น ซึ่งหลักการได้ส่งผลต่อการสร้างอาคารบ้านเรือนด้วยเช่นเดียวกัน เช่น หน้าบันธาตุไฟจะไม่นิยมสร้างกับบ้านเรือนที่อยู่อาศัย แต่จะสร้างเป็นหน้าบันสำหรับศาสนสถานเนื่องจากความหมายในด้านความเจริญรุ่งเรือง เป็นต้น

หน้าบันของศาลเจ้าโรงเกือก สามารถสังเกตจากหน้าบันของอาคารที่ขนาบข้างอาคารประธาน โดยเป็นหนัาบันที่มียอดจั่วเป็นทรงเรขาคณิตหลายเหลี่ยมแบบต่างๆ โดยมีลักษณะคล้ายกับหนัาบันที่พบในสถาปัตยกรรมแบบจีนแต้จิ๋ว และมีลักษณะเป็นหน้าบันธาตุไม้ 

ส่วนหน้าบันของศาลเจ้าโจวซือก๋ง สังเกตได้จากหน้าบันจากด้านหลังของอาคารประธาน ก็ทำเป็นหน้าบันธาตุไม้เหมือนกับศาลเจ้าโรงเกือกเช่นเดียวกัน

เสือขาวและมังกรเขียว

ที่เกริ่นขึ้นมาด้วยชื่อสุดอลังการแบบนี้ เราไม่ได้พูดถึงพรรคแห่งจอมยุทธผู้ท่องยุทธภพไปทั่วใต้หล้าที่เราคุ้นเคยกันจากภาพยนตร์จีนกำลังภายในแต่อย่างใด แต่เรากำลังพูดถึงสัตว์มงคลของวัฒนธรรมจีนในคติสัตว์ประจำทิศต่างๆ ซึ่งนิยมนำสัตว์เหล่านี้มาประดับภายในศาลเจ้าเพื่อแสดงถึงฐานะผู้คุ้มครองศาสนสถาน โดยสัตว์ประจำทิศในวัฒนธรรมจีนนั้นประกอบไปด้วย

มังกรเขียว เป็นสัตว์ประจำทิศตะวันออก
เสือขาว เป็นสัตว์ประจำทิศตะวันตก
งูพันเต่าสีดำ เป็นสัตว์ประจำทิศเหนือ
นกแดง เป็นสัตว์ประจำทิศใต้

ซึ่งการนำสัตว์ประจำทิศมาประดับไว้ในศาลเจ้านั้น เกิดขึ้นจากการนิยมทิศใต้เป็นทิศแห่งความมงคลในวัฒนธรรมจีนอย่างลัทธิเต๋าซึ่งมีแต่เดิมก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนาในประเทศจีน จึงส่งผลให้สถาปัตยกรรมต่างๆเนื่องในวัฒนธรรมจีนที่มิได้สร้างตามคติทางพุทธศาสนา เช่น พระราชวัง สุสาน และศาสนสถานบางแห่ง ล้วนแล้วแต่หันหน้าไปยังทิศใต้แทบทั้งสิ้น ทำให้การนำสัตว์ประจำทิศอย่างเสือขาวและมังกรเขียวเข้ามาประดับในศาลเจ้าจึงสอดคล้องกับตำแหน่งและทิศทางการหันหน้าของศาลเจ้าที่ส่วนมากจะหันหน้าลงทิศใต้นั่นเอง ซึ่งความนิยมทางศิลปกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นในศาลเจ้าแต้จิ๋วเป็นหลัก โดยเมื่อเราก้าวเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคารประธานของศาลเจ้า ก็จะสามารถสังเกตเห็นประติมากรรมปูนปั้นผสมงานประดับเป็นแผ่นกระเบื้องตัดเป็นแผ่นๆ ทำเป็นรูปเสือที่ด้านซ้ายมือและรูปมังกรที่ด้านขวามือของผนังอาคารได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ศาลเจ้าในกรุงเทพมหานครของเราไม่ได้มีทุกแห่งที่หันหน้าไปทางทิศใต้ แต่ความแตกต่างกันเหล่านี้อาจมีเรื่องของการถูกจำกัดโดยพื้นที่ก็เป็นได้ ซึ่งต้องพิจารณาไปเป็นกรณีๆไปด้วย

ที่ศาลเจ้าโรงเกือก มีตำแหน่งการวางของสัตว์ประจำทิศทั้งสองออกจะแตกต่างจากที่เราคุ้นเคยกัน โดยก่อนที่เดินเข้าประตูไปยังพื้นที่ภายในศาลเจ้า หากเราสังเกตดีๆ ที่ผนังด้านซ้ายของประตูทางเข้า ในเหล่าบรรดาช่องประดับประติมากรรมนูนต่ำเล่าเรื่องที่ประดับประดาไปทั่วผนังนั้น จะพบว่ามีประติมากรรมเสือขาวตัวน้อยประดับอยู่ที่ช่องด้านล่างสุดของผนัง ซึ่งเรียกได้ว่าหลบมุมระดับสายตาของคนทั่วไปได้เกือบหมดจดเลยทีเดียว เช่นเดียวกันกับประติมากรรมมังกรเขียวที่มีตำแหน่งอยู่ตรงข้ามกัน คือบริเวณมุมผนังด้านขวาของประตูทางเข้าศาลเจ้า เรียกได้ว่าอยู่ในตำแหน่งเดียวกันเพียงแต่คนละด้านของกำแพงนั่นเอง 

 

สำหรับศาลเจ้าโจวซือก๋งนั้นสามารถสังเกตได้ง่ายกว่าศาลเจ้าโรงเกือกมากๆ ทั้งยังสามารถสังเกตได้ง่ายและอยู่ในตำแหน่งที่นิยมกันในศาลเจ้าแต้จิ๋ว โดย ประติมากรรมเสือขาวจะประดับที่บริเวณผนังด้านซ้ายของอาคารประธานแทนทิศตะวันตก และประติมากรรมมังกรเขียวเองก็อยู่ในตำแหน่งผนังด้านตรงกันข้ามกับประติมากรรมเสือขาวที่แทนถึงทิศตะวันออก และยังสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน

 

เทพเจ้าประธาน

สิ่งสำคัญที่เป็นหัวใจของศาลเจ้าจีนทุกแห่งและยังสะท้อนถึงเอกลักษณะของวัฒนธรรมจีนแต่ละกลุ่มภาษาอีกด้วย นั่นคือ เทพเจ้าประธาน เพราะแม้ว่าจะมีเทพเจ้าหลายองค์ที่ได้รับการยอมรับนับถือโดยชาวโพ้นทะเลเป็นที่ทั่วไป ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพเจ้าที่เราทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น กวนอู ที่ได้รับการนับถือในฐานะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ เป็นต้น แต่ก็มีเทพเจ้าบางองค์ในกลุ่มวัฒนธรรมจีนภาษาหนึ่งๆ อาจได้รับการนับถืออย่างเป็นพิเศษเฉพาะกลุ่มตนด้วยเช่นเดียวกัน เช่น เปิ่นโถวกง (ปุนเถ้ากง) ที่ได้รับการนับถือจากชาวจีนแต้จิ๋ว หรือ สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง (จุ้ยโบเนี้ยวหรือเจ้าแม่ทับทิม) ที่ได้รับการนับถือจากชาวจีนไหหลำ เป็นต้น

ในเบื้องต้น เราสามารถทราบได้เบื้องต้นว่าศาลเจ้าจีนหลังไหนชื่ออะไร ชื่อนั้นก็มักจะหมายความเทพเจ้าองค์นั้นเป็นประธานของศาลเจ้าจีนที่นี่ เช่น ศาลเจ้าโจวซือก๋ง ที่หมายถึงมีเทพเจ้าโจวซือกงหรือจู่ซือกงเป็นเทพเจ้าประธาน หรือศาลเจ้าทีกง หมายถึงมีเทพเจ้าฟ้าดินเป็นองค์ประธาน เป็นต้น แต่ก็ใช่ว่าเราจะใช้วิธีนี้ได้กับศาลเจ้าจีนทุกหลัง เช่น ศาลเจ้าโรงเกือกที่ไม่ได้ตั้งชื่อตามเทพเจ้าประธานแต่ตั้งตามความสัมพันธ์กับพื้นที่รอบศาลเจ้าที่เคยมีเรื่องเล่าว่ามีการประกอบอาชีพเครื่องรองเท้ามาก่อน เป็นต้น

แต่ก็มีเทพเจ้าบางองค์ ที่เราอาจไม่ต้องพึ่งพาชื่อศาลเจ้านักก็สามารถรับรู้ได้ว่าเทพเจ้าเหล่านั้นเป็นใครบ้าง ซึ่งมักจะเป็นเทพเจ้าที่ชาวไทยทั่วไปคุ้นเคยกันอย่างดี เช่น กวนอู ซึ่งได้รับการเคารพนับถือในฐานะเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์  โดยคุ้นเคยจากลักษณะใบหน้าที่แดงก่ำ (หรือในแบบที่สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลังพรรณาเอาไว้ว่า หน้าแดงดั่งผลพุทราสุก) เครายาวสลวย สวมชุดเครื่องนักรบและมีง้าวเป็นอาวุธ หรือเจ้าแม่กวนอิม ที่มีลักษณะเป็นเพศหญิงสวมชุดคลุมยาวสีขาว ประทับยืนหรือนั่งบนฐานกลีบบัว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แต่ก็มีเทพเจ้าจำนวนไม่น้อยที่หน้าตาดูคล้ายกัน เครื่องแต่งกายก็คล้ายกันหนักเข้าไปอีก ดังนั้น คำแนะนำพื้นฐานสำหรับคนที่สนอกสนใจในเทพเจ้าต่างๆ ของศาลเจ้าแบบเป็นจริงเป็นจัง เราขอแนะนำให้อ่านป้ายที่ติดตามตำแหน่งประดิษฐานเทพเหล่านี้แทน เพราะมันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้รู้จักชื่อแซ่ของเทพเจ้าองค์ต่างๆ ได้ดีที่สุดแล้ว  

ซึ่งเทพเจ้าประธานของศาลเจ้าโรงเกือกเข้าก็ข่ายเทพเจ้าเฉพาะกลุ่มมากๆ เพราะไม่มีการตั้งศาลเจ้าของท่านในที่อื่นในประเทศไทยเลย โดยเทพเจ้าประธานองค์นี้มีชื่อว่า ฮั่นหวังกง (ฮ้อนหว่องกุง)  เป็นเทพเจ้าที่มีตำนานเกี่ยวกับปฐมวงศ์ของราชวงศ์ฮั่นหรืออาจเป็นขุนนางระดับท่านอ๋องในสมัยยุคจารีต 

ในขณะที่เทพเจ้าประธานของศาลเจ้าโจวซือก๋งมีชื่อว่า เซ่งจุ้ยจ้อจือหรือจู่ซือกง เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 2 เมตร ซึ่งมีการสันนิษฐานจากนักวิชาการว่าเป็นการสร้างเพื่อครอบทับเทพจู่ซือกงองค์เดิมที่มีขนาดความสูงประมาณ 1 เมตร ที่มีประวัติว่าเมื่อครั้งสร้างศาลเจ้าหลังนี้ ได้มีการอัญเชิญประติมากรรมองค์ดังกล่าวมาจากเมืองจีนเพื่อประดิษฐานเป็นองค์ประธานในสมัยรัชกาลที่ 1 ตำนานกล่าวกันว่าท่านเป็นผู้วิเศษที่มีฤทธิ์การรักษาโรคต่างๆ คนจึงมาขอพรให้หายโรคภัยกันเป็นจำนวนมาก โดยมีจุดเด่นของผิวหนังสีม่วงที่เกิดจากการทดลองดื่มยาต่างๆจนฤทธิ์ยาซึมทั่วร่างกาย

จากที่ต้องอพยพหลีกหนีภัยสงครามจากบ้านเกิดเมือง ชาวจีนโพ้นทะเลทั้งหลายหาได้พกพาเพียงเสื่อผืนหมอนใบ มรดกติดตัวอันเป็นทุนสร้างตัวจนมั่นคงแก่ตนเท่านั้น แต่พวกเขายังพกพาเอามรดกวัฒนธรรมที่หลั่งไหลในชนชาวจีนทุกรุ่นสมัยติดตัวมาด้วย และศาลเจ้าจีนคือประจักษ์พยานหนึ่งแห่งความเข้มข้นและเป็นเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมของตนอย่างไร้ข้อกังขา

จากความหลากหลายของเส้นทางอพยพ สู่การบรรจบผสมผสานอย่างลงตัว ศาลเจ้าหนึ่งหลังจึงเป็นตัวแทนของการผสมผสานวัฒนธรรมจีนที่หลากหลาย ผ่านพลวัตทางสังคมมากมายจนกลายเป็นศรัทธาสถานที่รวมใจชนชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทยเอาไว้อย่างเหนียวแน่นยาวนานจนถึงปัจจุบัน

แต่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะอ่านจบแล้วจะเข้าใจ หรือไม่เข้าใจหรือไม่ก็ตาม เราขอแนะนำให้ทุกๆคนออกไปเยี่ยมชมศาลเจ้าทุกแห่งด้วยสองเท้า และจับจ้องมองความงดงามของงานศิลป์แห่งศาลเจ้าจีนเหล่านั้นด้วยสองตาของเราเอง

 

บรรณานุกรม

กรุงเทพมหานคร. สำนักผังเมือง. ศาลเจ้าศรัทธาสถานแห่งบางกอก = Chinese shrines, the faith of Bangkok. กรุงเทพฯ : สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร, 2559.

อชิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช. เทพเจ้าในศาลเจ้าจีนกรุงเทพมหานคร : รูปแบบ คติการสร้าง และความสัมพันธ์กับชุมชนชาวจีน = Gods in the Chinese shrines of Bangkok : their styles, releated beliefs and relationship with the Chinese communities. นครปฐม : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2560.

________________. ศาลเจ้าจีนในกรุงเทพ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2561.

 

3122
VIEWS

Tan

นักศึกษาปริญญาโทประวัติศาสตร์ศิลปะผู้สนใจเล่าเรื่องศิลปะวัฒนธรรมด้วยแง่มุมใหม่ๆ ที่หลากหลาย ใช้เวลาว่างไปกับการลั่นชัตเตอร์ในย่านเมืองเก่า เดินเหงาๆตามวัดวาอาราม และตามหาคาเฟ่ที่มี upright piano ตั้งอยู่ในร้าน