Grain bkk / film processing

Posted on กรกฎาคม 30, 2019 in Talk

Grain bkk / film processing ร้านล้างฟิล์ม ที่ไม่เคยร้างรักจากฟิล์ม 

เมื่อข้ามฝั่งจากสะพานพระพุทธยอดฟ้ามาไม่ไกล ในตรอกดิลกจันทร์ย่านคลองสาน บรรยากาศแถวนี้ดูเงียบสงบ จนเหมือนที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เมืองแห่งแสงสีและความคึกคักที่เรารู้จัก หลังจากเดินฝ่าแดดมาซักพัก เราหยุดอยู่ตรงหน้าตึกขนาดสองคูหา ซึ่งมองผิวเผินแล้วเหมือนบ้านอยู่อาศัยแสนธรรมดา แต่หากสังเกตดีๆ จะมีป้ายสีฟ้าเรียบเก๋พร้อมตัวหนังสือสีเหลือง ‘GRAIN’ เป็นสัญลักษณ์บอกเราว่าได้เดินทางมาถึงร้านล้างฟิล์มที่ตามหาแล้ว
วันนี้เรามีนัดพูดคุยกับผองเพื่อน 3 ใน 4 คน ผู้ก่อตั้งร้าน Grain bkk / film processing แห่งนี้ ซึ่งเพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา บรรยากาศความเป็นกันเองเริ่มต้นตั้งแต่ตอนเดินเข้ามาในร้าน พี่เจ้าของร้านยิ้มให้เราอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งในห้องโถงซึ่งอยู่ติดกับตัวร้าน ให้ความรู้สึกเหมือนเราเป็นแขกมาเยี่ยมบ้านมากกว่ามาที่ร้านล้างฟิล์มซะอีก 

รักล้าง ไม่ร้างรัก(ฟิล์ม)
บทสนทนาของเราเริ่มต้นขึ้นตรงโซฟาสีเขียวสุดคลาสสิก โดยพี่เบสท์ หนึ่งในเจ้าของร้านล้างฟิล์มแห่งนี้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ Grain bkk / film processing ว่าเกิดจากการรวมตัวกันของแก๊งเพื่อนชมรมถ่ายภาพ ศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบทั้ง 4 คน ได้แก่ เบสท์-วงศ์วัฒนะ  ชุณหวุฒิยานนท์, แชมป์-สิขเรศ ธรรมฉวี, ก้อง-ศุทธิวัต เมฆสกุล และแขก-วีรนาท ศรีศรัทธา

ระหว่างที่แยกย้ายกันไปเรียนมหาวิทยาลัยจนมีหน้าที่การงาน ก็ได้สะสมทั้งความรู้และความรักเรื่องกล้องฟิล์มมาพักใหญ่ จนในที่สุดก็ตัดสินใจมาเปิดร้านล้างฟิล์มร่วมกัน ซึ่งพี่เบสท์บอกกับเราว่า “พอเราเจอกัน คุยกันบ่อยๆ รู้สึกว่ายังอยากทำอะไรแบบตอนเรียนมัธยมฯ อยู่ เพราะทุกคนก็ถ่ายรูปฟิล์ม ความตั้งใจแรกของที่นี่คือ เอาไว้ล้างฟิล์มของพวกเราเองด้วย ซึ่งก่อนเปิดร้านผมก็ทำเองที่บ้านมาประมาณ 5 ปี”

แม้ว่าแต่ละคนจะมีหน้าที่การงานอยู่แล้ว อย่างพี่เบสท์เป็นช่างภาพถ่ายงานโฆษณา พี่แชมป์และพี่ก้องถ่ายภาพนิ่ง ส่วนพี่แขกทำธุรกิจส่วนตัว แต่ทั้ง 4 คนก็ยังคงหลงใหลในภาพฟิล์มตั้งแต่เป็นคนถ่าย มาจนถึงตอนนี้ที่ได้เป็นคนล้างฟิล์มอย่างเต็มตัว ซึ่งพี่เบสท์บอกว่า “พอเราทำร้านล้างฟิล์ม เราก็ได้เห็น อย่างเขาไปถ่ายงานเลี้ยงคณะเขามา หรือบ้านหนึ่งไปเที่ยวทะเลมา แบบนี้ก็เหมือนเราได้ไปเที่ยวกับเขาเหมือนกันนะ”

จุดเล็กๆ ที่เรียกว่า Grain
ชื่อร้านนี้มาจากคำว่า Grain ซึ่งหมายถึงจุดเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อปรับค่าความไวแสง(ISO) ของกล้องฟิล์มไว้สูงๆ ซึ่งพี่เบสท์อธิบายว่า “ถ้าเทียบกับดิจิทัล มันคือพิกเซล บางคนที่ถ่ายรูปฟิล์มอาจจะมองว่ามันไม่ดี แต่เราคิดว่าเกรนมันเป็นจุดเล็กๆ เหมือนกับเราที่อยากมีพื้นที่เล็กๆ ไว้ทำงานของตัวเอง แล้วก็เป็นที่สำหรับคนชอบถ่ายภาพให้ได้มาพบปะแลกเปลี่ยนกัน อีกอย่างคำว่าเกรนมันสั้นดี เรียกง่าย อ่านแล้วรู้เลยว่ามันจะเกี่ยวกับการถ่ายภาพ หรือไม่ก็เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารนกไปเลย (หัวเราะ)”
จุดเล็กๆ ที่เรียกว่า Grain นี้ เริ่มต้นขึ้นในบรรยากาศบ้านๆ ย่านคลองสาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลเมือง โดยตึกขนาดสองคูหานี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านมาก่อน พี่เบสท์บอกกับเราว่า “ที่นี่เป็นบ้านช่วงที่เจ้าของกำลังสร้างตัว เลยอยากเก็บทุกอย่างไว้ อย่างโซฟา หรือเฟอร์นิเจอร์บางอย่าง เรารักษาสภาพของเขาให้เป็นแบบ 20-30 ปีก่อน ตรงนี้ทั้งหมดจะเป็นของบ้านเก่าทั้งหมดเลย” จึงไม่น่าแปลกใจที่ร้านนี้จะมีบรรยากาศความเป็นกันเอง จนเรารู้สึกเหมือนเป็นแขกมาเยี่ยมบ้านในตอนแรก และความเป็นกันเองนี้ก็อยู่ในธุรกิจล้างฟิล์มแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพราะลูกค้าที่มาก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล “มันเริ่มมาจากเพื่อนกับเพื่อนก่อน คือพวกผมเป็นสังคมที่พอรู้จักช่างภาพพอสมควร เพราะทำงานด้านนี้อยู่แล้ว เขาก็เชื่อใจเรา ให้เราดูแลฟิล์มเขา เหมือนเราล้างฟิล์มให้เพื่อน เอาจริงๆ ลูกค้าร้านผมไม่ได้เยอะ แค่พอเลี้ยงตัวเองได้ มีพื้นที่ให้เราทำงานได้ หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำกันแบบปากต่อปาก บางคนรู้จักก็ช่วยแชร์ลงโซเชียล”
มอร์ฟีน – มอร์ฟิล์ม / Morphine – More Film
“จริงๆ ผมว่ากล้องฟิล์มมันไม่เคยหายไปเลยนะ เพราะเรามีกล้องดิจิทัล แต่เราใช้เพื่อทำงานมากกว่า ซึ่งจริงๆ ถ้ามีคนที่ชอบดิจิทัลก็ไม่ผิด เพราะเป็นการถ่ายรูปเหมือนกัน แค่เป็นคนละเครื่องมือเท่านั้นเอง เราว่ากล้องฟิล์มมันมีเสน่ห์ของมัน อย่างการถ่ายโดยไม่เห็นรูป หรือการไม่รู้ว่าภาพที่ออกมาจะเป็นยังไง สำหรับเรามันค่อนข้างส่วนตัว เป็นความรู้สึกที่พอได้ลองแล้วเราเลิกยาก” พี่เบสท์อธิบายถึงความคลาสสิกของกล้องฟิล์มในมุมมองของคนที่ยังหลงใหล ตั้งแต่วันแรกที่ได้รู้จัก

โดยพี่แชมป์เสริมว่า “บางคนชอบฟิล์มเพราะโทนสี แต่พอถ่ายไปเรื่อยๆ สิ่งที่ผมกลับชอบมากขึ้น คือ เราเคารพอารมณ์ของเรา ณ ตอนนั้น พอรู้สึกแล้วกดชัดเตอร์เลย ไม่ต้องดูรูป กลายเป็นว่าที่ขึ้นมาก่อน คืออารมณ์ แต่พอเป็นดิจิทัล ถ่ายแล้วเราเช็คว่ารูปนี้สวยไหม พอไม่สวยก็ถ่ายใหม่ กับคนอื่นเขาอาจจะรู้สึกว่ารูปเรามันขาดนู่นขาดนี่ แต่สำหรับผม ถึงรูปเราจะไม่ได้เพอร์เฟกมาก แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าอารมณ์ของผม ณ ตอนนั้น มันอยู่ในนั้น แล้วผมก็จำมันได้”


นอกจากเรื่องความรู้สึกแล้ว สีสันของกล้องฟิล์มนั้นก็มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป “สีเราบันทึกสีสัน ความสมจริง แต่ขาวดำบันทึกวิญญาณ เวลาเราดูภาพขาวดำ มันเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาแค่สองสี” พี่ก้องได้ทิ้งประโยคที่บอกถึงความแตกต่างระหว่างภาพฟิล์มขาวดำกับภาพสีไว้ได้อย่างคมคาย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้กล้องฟิล์ม กลายเป็นเหมือนเพื่อนรักของทั้งสี่คนมาอย่างยาวนาน

เมื่อเราถามต่อว่า ทำไมกล้องฟิล์มถึงกลับมาฮิตกันในระยะหลัง พี่เบสท์ให้คำตอบแบบติดตลกว่า “เพราะลิซ่า Blackpink ครับ (หัวเราะ) ส่วนหนึ่งผมว่ามันมีเสน่ห์ของมันอยู่ เพราะฉะนั้นมันจะไม่หายไปไหน พอคนที่เป็น Influencer เช่น พี่นาย-ณภัทร, ลิซ่า Blackpink มาจับกล้องฟิล์ม คนก็จะเริ่มสนใจอยู่แล้ว เลยเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้มากกว่า แต่เราก็ไม่ได้อยากให้มันหายไปอีกรอบ พอคนมาเราก็พยายามคุยเยอะๆ หรือมีเด็กวัยรุ่นบางคนไม่เคยผ่านจุดนั้นมา ก็ต้องอธิบายให้เขาฟัง”

เมื่อแพสชั่นกลายเป็นธุรกิจ
เมื่อนำสิ่งที่ชอบมาเป็นงาน แถมยังเป็นการทำธุรกิจกับกลุ่มเพื่อน แน่นอนว่าต่างออกไปจากการถ่ายภาพในชมรมตอนเด็กๆ ซึ่งพี่แชมป์เล่าว่า “พอมาทำจริงๆ มันหนักกว่าที่คิด กลายเป็นเราซีเรียสกับมัน แต่ถ้าถามว่าเรามีความสุขไหม เราบอกเลยว่าแฮปปี้มาก ปกติเราทำงานข้างนอก เจอกับคนเยอะๆ แล้วมันค่อนข้างวุ่นวาย พอเราได้มาอยู่กับการล้างฟิล์มก็เป็นอีกแบบ แต่ความยากก็คือต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแพสชันกับธุรกิจ เหมือนกับคุณชอบทำอาหาร คุณอยากให้จานนั้นมันออกมาดีที่สุด แต่ราคามันก็ต้องขยับไปด้วย ซึ่งคนอาจจะมากินของคุณได้น้อยลง แต่ถ้าเกิดคุณเป็นแบบร้านสตรีตฟู้ด 20-30 บาท คุณไม่จำเป็นต้องซีเรียสเรื่องวัตถุดิบ ทำยังไงก็ได้ให้รสชาติดี หรือเน้นปริมาณให้คนมากิน”
ความซีเรียสยังไม่ได้จบแค่กระบวนการล้างฟิล์ม เพราะแม้แต่โลโก้ของร้านที่ดูเรียบง่ายก็ยังแฝงไปด้วยความละเอียดอ่อน โดยสีฟ้ามาจากภาพท้องฟ้าที่ถ่ายกันเอง ตัวหนังสือ ‘GRAIN’ สีเหลืองนั้นมาจากสีโลโก้ของ Kodak ส่วนตัวเลข 124 มาจากเลขรุ่นตอนเรียนสวนกุหลาบ และ 2018 คือปีที่เริ่มเข้ามาจัดการพื้นที่ตรงนี้เพื่อเตรียมเปิดร้าน

ซึ่งหลังจากเปิดอย่างเป็นทางการ สมาชิกทั้งสี่ต้องทำการบ้านเกี่ยวกับฟิล์มไม่น้อยเลยทีเดียว “แต่ก่อนถ้ามีเพื่อนมาถาม แต่เราไม่ชัวร์ ก็ให้ลองไปหาในเน็ตดูอีกที แต่พอมาทำร้านนี้ ถ้าเขามาถามเรา เราบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ เพราะมันเป็นความไว้ใจของเขา ซึ่งเราพยายามเติมจุดนี้ให้เต็มก่อนที่คนจะมาถามเราด้วยซ้ำ กลายเป็นว่าต้องเรียนรู้ตลอดเวลา” พี่เบสท์บอกกับเราด้วยรอยยิ้ม

‘คุณภาพ’ ไม่ใช่มาตรฐาน แต่เป็นความรู้สึก
เมื่อถามถึงนิยามของคำว่า ‘คุณภาพ’ ในแง่ของการล้างฟิล์ม พี่แชมป์บอกกับเราว่า “คุณภาพมันเป็นเรื่องของจิตใจ และความรู้สึก ร้านล้างฟิล์มที่มีมาตรฐาน คือฟิล์มมายังไงก็ไปอย่างนั้น แต่พอเราทำมาสักพัก คำว่าคุณภาพหรือมาตรฐานทั่วไป สำหรับเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้นแล้ว เคยมีเด็กม.ปลาย เอาฟิล์มมาให้ล้าง แล้วฟิล์มเขามืดทั้งม้วนเลย คงถ่ายที่แสงไม่พอ แต่เราเข้าใจว่าเขาอุตส่าห์ถ่ายมา ก็ควรจะมีรูปกลับไป ถ้ามันไม่แย่มาก เราก็จะพยายามดึงกลับมาให้มันพอเห็นได้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้ภาพมันมืดไปเลย”

นอกจากความเข้าใจมือใหม่หัดถ่ายแล้ว 4 สหายชาว Grain ยังคอยส่งกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นด้วย “พอดึงรูปกลับมา มันอาจจะไม่ได้สวยมาก อาจจะรางๆ อย่างน้อยเขาได้เห็นความทรงจำของตัวเอง เราก็บอกว่า เฮ้ย น้องไม่เป็นไรนะ คราวหน้าเอาใหม่ สู้ๆ ประมาณนี้ ซึ่งแต่ก่อนเราก็เคยปล่อยให้ฟิล์มมืดไปเลยแบบที่เขาถ่ายมา แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม สุดท้ายรูปมืดๆ นั้นเราก็ทิ้ง ไม่สู้เราปรับให้เขาอีกหน่อย อาจจะมีเม็ดของความเป็น noise ขึ้นมา ไม่ได้มาตรฐานแน่นอน แต่อย่างน้อยก็เห็นว่าเขาถ่ายอะไรมา”

ช้าแต่ชัวร์
“พวกผมซีเรียสกับเรื่องคุณภาพ อย่างเราเคยเจอบางคนเป็นเด็ก ยังถ่ายรูปไม่เก่ง แล้วถ้ารูปนั้นพังต่อให้พังมาจากเขา ไม่ได้พังมาจากเรา เราก็ควรจะช่วยเขาเท่าที่เราช่วยได้” พี่เบสท์อธิบายถึงกระบวนการทำงานที่มีมากว่าการล้างฟิล์ม “มันเป็นแพสชันมากกว่าธุรกิจแล้ว เป็นรอยนิดเดียว หรือมีฝุ่น บางทีเราต้องเอาเข้าโฟโต้ชอป แล้วไปรีทัชให้เขาซะอย่างนั้น เราเลยคุยกันอยู่ว่า อ้าว เราเปิดร้านล้างฟิล์มนี่นา (หัวเราะ) แต่มันยังไม่สุดน่ะ บางทีมันเป็นฟิล์มเก่าหมดอายุ รูปหายไปแล้ว ไม่รู้ทำไมเราถึงเข้าโฟโต้ชอปไปต่อรูปนั้นออกมาให้มันชัดขึ้น แต่แค่รู้สึกว่ารูปนั้นน่าจะมีความหมายอะไรกับเขา” พี่แชมป์อธิบายเพิ่มเติม

ด้วยความที่เป็นงานคราฟต์และใส่ใจกับทุกขั้นตอน จึงใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะส่งภาพถึงมือของลูกค้า บางครั้งอาจจะไม่ได้ในหนึ่งชั่วโมงหรือภายในหนึ่งวันแบบร้านทั่วไป “เราไม่อยากรีบอัดให้มันเร็ว แต่ก็เกรงใจ ถ้าช้าก็จะพยายามอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ ว่าเราใช้อะไรยังทำบ้าง โดยเฉพาะฟิล์มขาวดำเป็นแบบล้างมือ ไม่ได้ใช้เครื่อง จริงๆ ทำไม่ยากแต่ใช้เวลานาน ซึ่งเรารู้สึกขอบคุณคนที่มาที่นี่มากๆ เพราะรู้ว่าไปที่อื่นแล้วเขาจะได้รูปภายในสัก 2 ชั่วโมง ถ้าเขายังอุตส่าห์มาหาเรา รอเรา ไว้ใจเรา แสดงว่าเราปล่อยไปไม่ได้ อย่างฟิล์มตัวเอง เราทำตามความชอบตัวเอง แต่ของลูกค้าเราก็ต้องเดาว่าเขาจะไปทางไหน ชอบรูปแนวไหน เราจะปรับให้ดีขึ้นได้อีกหรือเปล่า” พอฟังพี่เบสท์เล่าแล้ว เรารู้สึกได้ว่า Grain bkk / film processing เป็นมากกว่าร้านล้างฟิล์ม เพราะยังเป็นร้านที่ช่วยปัดฝุ่นความทรงจำและความรู้สึกขณะกดชัตเตอร์ของคนๆ นั้นให้ชัดยิ่งขึ้น และสามารถเก็บสิ่งที่เป็นคุณค่าทางจิตใจนี้ไว้ได้อีกนานแสนนาน

Grain bkk / film processing
ตรอกดิลกจันทร์ กรุงเทพมหานคร 10600
Location https://goo.gl/maps/hPhFCWPATA3JktJh9
เปิดวันอังคาร-วันอาทิตย์ 12.00น. – 19.00น.


เรื่อง: ธัญญารัตน์ โคตรวันทา
ภาพ: ชนาพร กรณ์งูเหลือม

152
VIEWS

Noey

บรรณาธิการ TRAWELL STORY ผู้หลงรักการเดินเล่นไปเรื่อยๆ พอๆ กับการสะสมหนังสือเก่า เม้าท์กับคุณลุงคุณป้าวัยเก๋า และสรรหาหนังแปลกมาชมก่อนเข้านอนทุกคืน