KADEEJEEN

Posted on สิงหาคม 24, 2017 in Featured, Guide

ชุมชนกุฎีจีน หรือที่คนในชุมชนเรียกกันจนติดปากว่า ‘กะดีจีน’ เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามากว่าสองร้อยปีตั้งแต่ในสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง ในครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นและได้รวบรวมชาวบ้านที่เดือดร้อนจากสงครามทั้งชาวไทย ชาวจีน และชาวโปรตุเกส มาอยู่ร่วมกันในกรุงธนบุรีพร้อมทั้งพระราชทานที่ดินย่านกะดีจีนแห่งนี้ให้เป็นที่อยู่อาศัย โดยชาวจีนนั้นจะตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศเหนือใกล้วัดกัลยาณมิตร ส่วนชาวไทยคริสต์ และชาวโปรตุเกสจะอยู่รวมกันทางตอนใต้ลงมา ชื่อของชุมชน ‘กุฎีจีน’ ได้มาจากในสมัยก่อนที่คนส่วนใหญ่เรียกชาวจีนซึ่งนำสินค้ามาขายริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาว่า ‘กุลี’ และเมื่อชุมชนนี้เป็นชุมชนที่มีกุลีชาวจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก ผู้คนจึงเริ่มเรียกชุมชนแห่งนี้ว่า ‘ชุมชนกุลีจีน’ และเพี้ยนต่อมาเป็น ‘กุฎีจีน’ หรือ ‘กะดีจีน’ ในที่สุด  สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นสง่าและเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของชุมชนกุฎีจีนก็คือ โบสถ์คริสต์สีชมพูสดใส หรือโบสถ์ซางตาครู้สหลังนี้นั่นเอง แต่เดิมโบสถ์ซางตาครู้สเป็นโบสถ์ไม้เล็กๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้แก่ชาวคริสต์ที่เพิ่งอพยพมาก่อตั้งชุมชนในพื้นที่แห่งนี้ แต่ภายหลังได้เกิดเพลิงไหม้จึงได้สร้างขึ้นใหม่ด้วยปูนและบูรณะให้มีสถาปัตยกรรมแบบอิตาเลียน ดังที่เห็นในปัจจุบัน ชื่อ ‘ซางตาครู้ส’ นั้นมาจากตอนที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่คนในชุมชนและโปรดเกล้าให้สร้างโบสถ์หลังนี้ขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2312 ซึ่งตรงกับวันเทิดทูนมหากางเขน เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นชาวบ้านจึงได้เรียกโบสถ์หลังนี้ว่า ‘ซางตาครู้ส’ ที่มีความหมายว่า ‘ไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์’ นั่นเอง ภายในชุนชนกุฎีจีน บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ทรงขนมปังขิงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานเรือนทรงปั้นหยาของไทยเข้ากับลวดลายฉลุแบบวิคตอเรียนออกมาได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ ในปัจจุบันผู้คนในชุมชนส่วนมากนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เมื่อเดินเข้าไปในชุมชนจึงสามารถพบเห็นการตกแต่งบ้านเรือนด้วยศิลปะที่แสดงถึงความเคารพและระลึกถึงศาสนาคริสต์ได้ตลอดทาง อีกสิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนชุมชนกุฎีจีนก็คือการไปชิม ‘ขนมฝรั่งกุฎีจีน’
ในปัจจุบันภายในชุมชนกุฎีจีนยังคงมีบ้านที่เปิดเป็นโรงอบขนมอยู่ 3 โรงด้วยกัน โดยแต่ละโรงก็มีสูตรและเคล็ดลับที่แตกต่างกันไป บ้างก็เน้นปรับตัวให้ทันสมัยเพื่อความสะดวก สะอาดและสามารถผลิตได้ปริมาณมากขึ้นต่อวัน บ้างก็ยังคงยึดวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อรสชาติและสัมผัสที่สืบทอดกันมา แลกกับต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้นและปริมาณการผลิตที่น้อยลงแต่ไม่ว่าแนวทางของแต่ละบ้านจะเป็นแบบไหน โรงอบขนมทั้ง 3 โรงก็ยังคงมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญร่วมกันคือ การสร้างอาชีพและเป็นแหล่งรายได้ให้กับคนในชุมชนเสมอมา โดยมีหลักคือการผลิตและส่งขนมไปขายยังร้านต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกชุมชนเพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียน และเมื่อมีใครในชุมชนที่ว่างงานก็สามารถสมัครเข้ามาทำงานในโรงอบขนมได้ทันที โดยโรงอบขนมที่ใช้เทคโนโลยีแบบสมัยใหม่จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการผลิตและจัดส่งขนมออกขายเป็นจำนวนมากๆ เนื่องจากใช้เตาอบที่ช่วยย่นระยะเวลาในการผลิต ส่วนโรงอบที่ใช้เตาถ่านซึ่งต้องใช้จำนวนคนมากกว่าก็จะดูแลด้านการจัดหาคนเข้ามาทำงานในโรงอบขนมนั่นเอง  อีกด้านหนึ่งของชุมชนเมื่อเดินข้ามถนนมายังฝั่งวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เราได้เจอกับชุนชนชาวไทยพุทธและชาวไทยเชื้อสายจีนที่ตั้งบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ และในตรอกเล็กๆ แห่งนี้ก็ยังมีร้านๆ หนึ่งซ่อนตัวอยู่ ‘ร้านหมูกระดาษป้าน้อย’ ร้านหมูกระดาษป้าน้อย ทำหมูกระดาษขายมาตั้งแต่ 70-80 ปีที่แล้ว ในสมัยที่พ่อของป้าน้อยยังเป็นหนุ่ม โดยป้าน้อยเล่าว่า นอกจากจะใช้เป็นกระปุกออมสินเหมือนในสมัยนี้ หมูกระดาษยังเป็นของเล่นราคาแพงสำหรับเด็กๆ ที่มีฐานะในสมัยก่อนอีกด้วย โดยแบบดั้งเดิมจะมีหน้าตาเป็นหมูตัวกลมสีแดงสด เพราะเมื่อก่อนในวัดประยุรฯ นั้นมีหมูอยู่เยอะและสีแดงก็ถือเป็นสีนำโชคสำหรับคนจีนซึ่งอาศัยอยู่ในย่านนี้กัันเยอะ ส่วนในปัจจุบันคุณป้าได้ลองปั้นให้มีรูปแบบใหม่ๆทั้งยีราฟ ไก่ เต่า ช้าง ฯลฯ ออกมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีความน่าสนใจ โดยที่ใครที่อยากซื้อหรืออยากลองเข้ามาเพ้นท์หมูกระดาษก็สามารถแวะมาได้ที่ร้านได้เลย ถึงแม้วันที่เราจะยังไม่ได้เห็นทั้งหมดทุกด้านของกุฎีจีน แต่ยิ่งได้สำรวจก็ยิ่งพบว่า ผู้คนในชุนชนกุฎีจีนนั้นล้วนแต่แตกต่างกันด้วยทั้งความคิด ศาสนา และวัฒนธรรม แต่ความแตกต่างเหล่านั้นกลับช่วยหล่อหลอมให้เกิดเป็นวัฒนธรรมและแนวทางการใช้ชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมันก็เป็นเอกลักษณ์ที่มีเสน่ห์มากจนทำให้เราอดไม่ได้ที่จะอยากแวะกลับมาทำความรู้จักกับส่วนอื่นๆ ของที่นี่ให้มากกว่านี้จริงๆ 🙂


การเดินทาง : นั่งเรือด่วนเจ้าพระยา (ธรรมดา) มาลงที่ท่าเรือราชินี หรือเรือด่วนเจ้าพระยา (ธงสีส้ม) มาลงที่สะพานพุทธ แล้วเดินข้ามสะพานไปฝั่งธนบุรี แล้วเดินเลี้ยวขวาเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไปไม่ไกลก็จะถึงตัวชุมชนกุฎีจีน

902
VIEWS

Pop

Urban Curator, นักเขียน, นักเดินทาง ควบคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้เติบโตในย่านเมืองเก่าและมีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดกระเป๋าออกไปรู้จักโลก ปัจจุบันกำลัง In a Relationship with ศิลปะ หนัง พิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้ามือสองและการเดินเรื่อยเปื่อย