MOJO Old Town

Posted on มิถุนายน 19, 2019 in Guide

MOJO Old Town คาเฟ่ของ 5 สหายต่างสายงาน ที่ต่างหลงรักในเสียงดนตรี


เรื่อง: ธัญญารัตน์ โคตรวันทา
ภาพ: ชนาพร กรณ์งูเหลือม

เก๋ – อบอุ่น – ลงตัว
สามคำที่เราอยากใช้นิยาม Mojo Old Town คาเฟ่ใหม่ในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป สิ่งแรกที่สะดุดใจ คือเพลงแนว Brit Rock หรือเพลงร็อกสากลจากเกาะอังกฤษ ผสมกับบรรยากาศอบอุ่นแบบวินเทจ ในขณะที่การตกแต่งภายในร้าน ทั้งแผ่นเสียง ตู้เกม ของเล่นเด็ก และข้าวของตกแต่งที่เหมือนหยิบมาจากคนละแห่ง แต่กลับถูกจัดวางได้อย่างลงตัว กลายเป็นจุดเด่นซึ่งทำให้ Mojo Old Town เป็นคาเฟ่แสนเก๋ที่ไม่เหมือนใครกลมกลืนกับเพื่อนบ้าน
คาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่เยื้องกับศาลเจ้าพ่อเสือ เดิมทีเป็นตึกเก่าที่เคยถูกไฟไหม้ แต่ถูกนำมารีโนเวตใหม่โดย 5 สหายที่ตัดสินใจลงขันทำธุรกิจร่วมกัน คือ คุณเฟน คุณซัน คุณเพชร คุณแยม และคุณดัช ซึ่งแต่ละคนมาจากต่างอาชีพ และความถนัดแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก นักบัญชี นักการตลาดและเชฟ
กว่าจะมาลงตัวที่ธุรกิจคาเฟ่และออกมาเป็นแต่ละเมนู ไม่ใช่การคิดร่วมกันแค่ 5 คนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการฟังและคิดถึง ‘เพื่อนบ้าน’ นั่นก็คือผู้คนและสถานที่บริเวณศาลเจ้าพ่อเสือ จนทำให้เราไม่แปลกใจเลยที่คาเฟ่แสนวินเทจ มีกลิ่นอายแบบอังกฤษแห่งนี้ ไม่ได้ดูขัดกับพื้นที่ย่านเมืองเก่า แถมยังกลมกลืนกับตึกแถวนี้อีกต่างหากอย่างการคงพื้นหินอ่อนภายในร้านไว้ นำป้ายเดิมของตึกมาตกแต่งภายในร้าน ส่วนตัวอาคารภายนอกสีน้ำตาล ภายในคุมโทนสีเขียวแบบวินเทจ ตั้งแต่ผนังสีเขียวเข้ม เครื่องเล่นแผ่นเสียงสีเขียวมะนาว ไปจนถึงเตาอบสีเขียวพาสเทล เพราะตั้งใจให้เข้ากับสีตึกในบริเวณศาลเจ้าพ่อเสือ และที่สำคัญคือการตั้งชื่อร้าน ซึ่งคุณเฟนเล่าว่า “คำว่า Mojo ตอนแรกเรายังไม่รู้ความหมาย แต่ฟังแล้วรู้สึกดูไม่ยากดี คำแปลที่เพชรส่งมาให้ตอนนั้นคือ การอวยพร การขอพร เราอยู่ตรงข้ามศาลด้วย เลยเหมือนเป็นการอวยพรคนที่เข้ามาในร้านให้โชคดีไปด้วย”

ให้เพลงนำทางมาเจอกัน
สิ่งที่พาคนที่แตกต่างกันทั้ง 5 คนมาทำธุรกิจร่วมกันคือ ‘ความรักในเสียงเพลง’ ทันทีที่เข้าไปในร้านเราอาจได้ยิน “Here come old flat top, he come groovin’ up slowly…” จากเพลง Come Together ของ The Beatles อัลบั้ม Abbey Road ตามด้วยเพลงสากลสุดคลาสสิค ยุค 70s-80s จากวงอื่นๆ เช่น The Beach Boys และ The Smiths รวมทั้งแผ่นเสียงที่สะสมไว้วางเรียงรายอยู่หลังเคาน์เตอร์ รอให้ใครสักคนหยิบไปวางบนเครื่องเล่นแผ่นเสียงผนังร้านยังมีผ้าทอลวดลายอาร์ตเวิร์กอัลบั้ม Yellow Submarine ของ The Beatles แขวนอยู่
รวมทั้งของตกแต่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี ทำให้บรรยากาศของร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเสียงเพลง ซึ่งคุณซัน หนึ่งในหุ้นส่วนและเป็นผู้ออกแบบร้านนี้บอกกับเราว่า “เราทุกคนมีสิ่งที่ชอบเหมือนกัน ก็คือเพลง เลยพยายามเอาสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่ทุกคนสนใจมาอยู่ในร้านนี้ แล้วคุมให้มันเป็นธีมเดียวกัน”


โฮมเมด-ฮาร์ตเมด

พูดถึงบรรยากาศของร้านไปเยอะแล้ว แน่นอนว่าสิ่งพลาดไม่ได้คือ เรื่องอาหารและเครื่องดื่มฝีมือคุณเฟน ผู้ร่ำเรียนมาจากสถาบัน เลอ กอร์ดอง เบลอ (Ler Cordon Bleu) ทุกเมนูเป็นแบบโฮมเมดที่ใส่ใจคนทำลงไปด้วย ทั้งขนม อาหาร แม้แต่ไซรัปทำเองทั้งรสส้มและรสเลมอน โดยแต่ละเมนูคิดถึงคนกินเหมือนเตรียมอาหารให้เพื่อนที่กำลังจะมาเยี่ยมเยือนบ้านเรา

“ด้วยทำเลที่อยู่ตรงข้ามศาลเจ้าพ่อเสือ เราคิดว่าเวลาคนมาไหว้ศาล เขาอาจจะรู้สึกร้อน พอเดินออกมา หันหน้ามาก็จะเจอตึกเรา ตัวเครื่องดื่มผลไม้เราก็ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสดชื่น เราเลือกเมนู ตั้งแต่ดูโลเคชั่นแล้ว มาเดินคุยกับพวกพี่ๆ ที่จอดรถ พี่ๆ ในตลาด เดินคุยกับทุกคน ช่วงใกล้จะเปิดก็มาดูกันว่า ลูกค้ากลุ่มไหน เป็นยังไง เจาะตลาดกลุ่มไหน”

สำหรับใครที่อยากคลายร้อนด้วยเมนูเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ เราขอแนะนำ Iced Yuzu Americano กาแฟผสมส้มยูสุ

จิบคู่กับ Orange Cake and Poppyseeds Cake ได้ทั้งรสหวานธรรมชาติจากส้มและความกรุบกรอบจาก Poppy Seed

หรือใครที่ไม่ใช่สายกาแฟ ที่นี่ก็มี Wild Berry Passion Fruit ใส่ไซรัปเลมอน ให้คนที่เดินออกมาจากศาลเจ้าร้อนๆ ได้ดับกระหายด้วยรสเปรี้ยวสดชื่นแบบฟินๆ

ส่วนเมนูของคาวที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ Croissant Scramble Egg with Smoke Salmon เมนูไข่คนรสชาตินุ่มละมุนเข้ากันพอดี เสิร์ฟพร้อมครัวซองค์และแซลมอนแสนอร่อย

ปิดท้ายด้วยเมนูที่เราชอบมาก คือ สปาเกตตีรสเผ็ดกำลังดี เข้ากับไข่เค็มและเบคอนชิ้นพอดีคำ เราแอบตั้งชื่อให้ในใจว่า ‘สปาเกตตีในวันฝนพรำ’
เรื่องราวแสนอบอุ่นของสปาเกตตีจานนี้ เริ่มจากลูกค้าที่มาหลบฝนในร้านแล้วหิวมาก คุณเฟนจึงหยิบส่วนผสมเท่าที่มีในตู้เย็นตอนนั้นออกมารังสรรค์เมนูใหม่ กลายเป็นเมนูสปาเกตตีที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าที่นี่ไม่ได้มีเรื่องราวแค่ของสะสมเท่านั้น แม้แต่เมนูอร่อยๆ ตรงหน้าก็มีเรื่องราวแสนน่ารักซ่อนอยู่เช่นเดียวกัน

จัดวางอย่างมีความหมาย
นอกจากเพลงและอาหาร ความเก๋อีกอย่าง คือ ของตกแต่งภายในร้านที่ไม่ได้ซื้อมาจากที่ไหนไกล หากแต่เป็นของสะสมของแต่ละคน คุณซันอธิบายว่า “ถ้าเราเซ็ตมันขึ้นมา เราอาจจะไม่ได้อินกับเรื่องราวในของสิ่งนั้น ผมอยากให้ลูกค้ารู้สึกว่ามันมีเรื่องราวในของแต่ละชิ้น อยากให้อินกับของสะสม อย่างของเล่นบางชิ้น ก็ได้มาเป็นของขวัญวันเกิดสมัยเด็ก”

แอบกระซิบว่าถ้าอยากรู้เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ อนาคตอาจจะมีป้ายบอกที่มาที่ไปวางอยู่คู่กับของสะสมเหล่านี้ด้วยนะ

แม้ว่าการออกแบบและตกแต่งจะยึดความชอบและความสนใจของทั้ง 5 คนเป็นหลัก แต่เหตุผลเบื้องหลัง ไม่ได้มาจากความต้องการให้ที่นี่เป็นสถานที่เก็บความทรงจำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว “ที่ผมคิดก็คือ เราลงทุนร่วมกัน อยากให้ทุกคนชอบร้านตัวเองก่อน อันดับแรก ถ้ามีคนสนใจเรื่องเดียวกัน สไตล์เดียวกันกับเรา เขาก็จะชอบร้านเรา แต่ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ชอบ หรือทำไปเพื่อขาย ผมก็คิดว่าคนอื่นมีสิทธิที่จะไม่ชอบเหมือนกัน เหมือนพวกเสื้อผ้า คนขายเสื้อผ้าก็คงขายสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะซื้อ”

ฟังแล้วเราก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคุณซัน นึกถึงประโยคที่เคยได้ยินว่า ‘โลกจะเหวี่ยงคนที่มีอะไรเหมือนๆ กันมาอยู่ด้วยกัน’ ซึ่งข้อดีของความสนใจและความถนัดที่หลากหลายของทั้ง 5 คน ที่ถ่ายทอดออกมาผ่านคาเฟ่แห่งนี้ คือการดึงดูดกลุ่มคนได้กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น เหมือนกับวลีที่อยู่บนโลโก้ของร้านว่า ‘Club for Commons’ นั่นเอง

ท่ามกลางธุรกิจคาเฟ่ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด Mojo Old Town Cafe ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่สิ่งที่มีมากกว่าความอร่อยและความสวยงาม คือการผสมผสานความแตกต่างของหุ้นส่วนทั้ง 5 คน และการสร้างสรรค์คาเฟ่สุดวินเทจที่ไม่ใช่การ ‘จงใจ’ ให้ดูเก่า แต่เป็นการ ‘ตั้งใจ’ และ ‘ใส่ใจ’ ให้ความเก่าและใหม่อยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว

Mojo Old Town Cafe ตั้งอยู่บนถนนตะนาว เยื้องกับศาลเจ้าพ่อเสือ
เปิดวันจันทร์-พฤหัสฯ เวลา 09.00-18.00 น.
ศุกร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-20.00 น.
Location https://goo.gl/maps/qsP2xpTPPmD3EoP38

1287
VIEWS

Trawell

กูรูเรื่องเมืองเก่า ที่เก็บสิ่งละอันพันละน้อยบนเกาะรัตนโกสินทร์มาเล่าให้ทุกคนฟัง