Sané Café & Workshop

Posted on ธันวาคม 26, 2017 in Uncategorized

“ลองบอกชื่อขนมไทยที่เคยกินมาภายใน 30 วินาที”

อ่านคำถามนี้จบหลายคนคงรีบยกนิ้วขึ้นมาไล่นับ แต่เรายอมรับสารภาพเลยว่าที่คิดออกตอนนี้และที่กินเป็นประจำนั้นนับได้ไม่เกินสิบ และนับวันขนมชื่อแปลกๆ ที่เราเคยได้ยินผ่านหูก็ยิ่งหากินยากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เราชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ Sané Café & Workshop คาเฟ่ไซส์มินิขนาดหนึ่งคูหาที่ออกโรงกอบกู้ความอร่อยให้กลับคืนสู่เมืองหลวงแห่งนี้อีกครั้ง

เริ่มต้นจากความรัก
หนุ่น กอล์ฟ และท้อ สามเกลอผู้หลงรักในการทำขนม อาหาร และกาแฟ ร่วมกันเปิดร้านคาเฟ่เล็กๆ บนถนนตะนาว ไม่ไกลจากถนนข้าวสารอันพลุกพล่าน เป็นพื้นที่ตอบรับความฝันของแต่ละคนที่มีความสนใจแตกต่างกันไป หนุ่น เป็นเชฟขนมฝรั่งเศสผู้หลงใหลการสอนทำอาหาร กอล์ฟเป็นเชฟที่จบด้านการทำอาหารมาโดยตรง เชี่ยวชาญทั้งอาหารคาวและหวาน ส่วนลูกท้อที่แม้จะทำอาหารไม่เป็นแต่ก็ทุ่มเทใจให้กาแฟอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

“ในตอนแรก รู้สึกว่ายากมาก รายละเอียดเยอะมาก ไม่รู้จักชื่อขนมไทยเลย มาเริ่มทุกอย่างใหม่หมด นั่งศึกษาประวัติที่มาของแต่ละชนิดด้วย อย่างขนมโสมนัสมาจากคำว่า ‘โคโคนัท’ ซึ่งมันก็คือเมอแรงมะพร้าวนั่นแหละ” หนุ่นเล่าเสริมว่า เมื่อก่อนเธอเองก็เหมือนคนทั่วไปที่คิดว่าขนมไทยหากินยาก กับชาวต่างชาติก็คงยิ่งยากเข้าไปใหญ่ จึงคิดอยากเปิดคาเฟ่เล็กๆ ที่ทำให้ชาวต่างชาติได้ลองชิมขนมไทยได้ด้วย “ทุกวันนี้ ถามชาวต่างชาติก็จะรู้จักแต่ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน ทั้งที่ขนมไทยมีเยอะกว่านั้นมาก แถมทำจากวัตถุดิบที่อร่อยๆ ทั้งนั้นเลย”

ขนมไทย อะไรก็อร่อย
ขนมไทยจะทำให้อร่อยได้ หนุ่นบอกว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสดใหม่ของวัตถุดิบเป็นสำคัญ “เราใช้น้ำตาลมะพร้าวจากเพชรบุรี แป้งจากร้านชูถิ่น ซึ่งราคาแพงกว่าแป้งทั่วไปแต่หอม ให้รสชาติและรสสัมผัสที่เจ้าอื่นๆ ให้ไม่ได้ “ขนมในร้าน เราทำวันต่อวันเสมอ ถ้าขนมฝรั่งใช้วิธีอบ ขนมไทยใช้วิธีกวนในกระทะ กระบวนการทำไม่ซับซ้อนแต่ใช้เวลานาน เราสนุกกับการหาวัตถุดิบใหม่ๆ มาทำขนมทุกวัน เช่นวันนี้ไปเจอเผือกสวย ราคาดีก็จะซื้อมาลองดัดแปลงเป็นส่วนผสมในขนมต่างๆ เจอกล้วยราคาถูกก็ซื้อมาเตรียมไว้ ช่วงที่เป็นฤดูกาลก็จะซื้อเก็บไว้ก่อน ตอนนี้กำลังชอบทำบุหลันดั้นเมฆ เราทำสูตรใหม่ให้เนื้อนิ่มขึ้น หยอดไข่แบบไม่ผสมสี ตรงกลางจึงจะออกหม่นๆ ไม่เหลืองสดแบบที่อื่น ขึ้นอยู่กับสีของไข่ที่ได้มาในช่วงนั้นๆ”

เสน่ห์ที่ไม่เหมือนไทย
ร้านแห่งนี้ชื่อว่า ‘เสน่ห์’ มาจากการหนุ่น กอล์ฟ และท้อคุยกันว่า อยากได้ชื่อร้านเป็นภาษาไทย แต่ก็ไม่อยากได้คำที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเรียบร้อยเกินไปนัก “การทำขนมของเราไม่ได้ไทยจ๋า ไม่ได้วิจิตรบรรจงขนาดนั้น แต่เรารู้แค่ว่าทำยังไงให้อร่อย บังเอิญไปเห็นคำว่า ‘เสน่ห์ปลายจวัก’ ก็เลยดึงคำว่า ‘เสน่ห์’ มาใช้เป็นชื่อร้าน”  ด้วยความวาดหวังว่าจะหว่านเสน่ห์ความอร่อยเหล่านี้ให้ชาวต่างชาติที่แวะเวียนมาย่านนี้ได้ลองชิมขนมไทย แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่คิด!

“ที่นี่เปิดวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้เราต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเยอะมาก คิดอะไรใหม่ๆ ตลอด จากที่เคยคิดว่าลูกค้าหลักต้องเป็นฝรั่งแน่ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าฝรั่งไม่กล้ากิน เพราะไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ฝรั่งมักเข้ามาในร้านเพราะอยากดื่มกาแฟ เราจึงลองทำกาแฟน้ำตาลมะพร้าวขึ้นมาเพราะคนส่วนใหญ่ชอบและคุ้นเคยกับมะพร้าว ส่วนลูกค้าคนไทยมักจะมาหาขนมไทยที่หายาก ฝรั่งกินแบบหนึ่ง คนไทยกินแบบหนึ่ง ฝรั่งไม่รู้จักการอบควันเทียน บอกว่ากลิ่นเหมือนสบู่ แต่คนไทยชอบ ทุกอย่างมันคิดคนละแบบไปเลย จึงต้องปรับการทำงานในร้านมาตลอดเพื่อให้มันลงตัว” แม้ทุกวันนี้ก็ยังต้องปรับเปลี่ยนอยู่บ้าง แต่หนุ่นก็มองเห็นว่าร้านเสน่ห์น่าจะกำลังค้นพบเส้นทางที่สมดุลของตัวเองแล้ว นั่นคือนอกจากเปิดร้านแล้วก็ได้เพิ่มการรับทำขนมไทย ควบคู่ไปกับการจัดเวิร์กช็อปทำอาหารซึ่งเป็นงานที่หนุ่นหลงรักมากกว่าทำขนมขายเสียอีก

co-eating space
แนวคิดเรื่องเวิร์กช็อปของร้านเสน่ห์นั้นมีมาตั้งแต่ต้น ด้วยความรัก ความชอบของหนุ่นที่คลุกคลีอยู่กับการทำขนมหวานมาตั้งแต่วัยเรียน “เราทำเค้กขายเองและสอนทำเค้กมาตลอด จุดเริ่มต้นก็คือครั้งแรกที่เราได้เห็นสตรอว์เบอร์รี่ชอร์ตเค้กที่หน้าตาน่ารักน่าชังจนคิดว่าอยากจะทำอะไรแบบนี้ให้ได้” หนุ่นเล่าถึง Love at first sight ของเธอที่มีต่อการทำขนม แม้จะเริ่มมาจากขนมเค้กแบบฝรั่ง แต่สุดท้ายก็คลี่คลายมาเป็นขนมไทยประยุกต์ในแบบของตัวเอง

“เราชอบสอนคนอื่นทำอาหาร ชอบทำขนมกับคนอื่น ลองคิดดูสิว่า เวลาที่เราทำขนมขาย ทุกคนจะคาดหวังความเป๊ะ ความสวยงาม ซึ่งก็จะกดดันเรา แต่หากเป็นการสอน ไม่ว่าจะออกมาเป็นยังไงเขาก็จะภูมิใจมาก เราสังเกตเห็นสีหน้ามีความสุขกันทุกคนเลย ชอบเวลาที่แต่ละคนได้แลกเปลี่ยนกันระหว่างทำอาหารด้วย เป็นบรรยากาศที่เราสนุกไปกับมันเสมอ” หนุ่นผู้เชื่อในความยืดหยุ่นของรสชาติอาหารและความเป็นไปได้ในชีวิตจริง จึงมักดัดแปลงสูตรขนมให้ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปทำขนมกินได้เองที่บ้าน

หนุ่นยอมรับว่า แม้ในตอนแรกจะอึดอัดอยู่บ้าง เพราะคุ้นเคยแต่ทำอาหารที่บ้านเงียบๆ คนเดียว แต่เวลาสามเดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอได้พบผู้คนมากหน้าหลายตาชนิดที่ไม่คาดฝัน “บางคนมานั่งเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง ช่วยแนะนำว่าควรปรับตรงไหนบ้าง มีช่วงหนึ่งที่เราย้ายของในร้านทุกวันตามคำแนะนำของลูกค้า บางคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้ฟัง เรารู้สึกดีใจที่เขามีความสุข แล้วมันก็สนุกมากตรงความไม่พร้อม เราไม่มีเครื่องบดกาแฟ ต้องใช้เครื่องบดมือหมุน บางทีลูกค้าเยอะก็ต้องยื่นไปให้เขาช่วยบดหน่อย ลูกค้าบางคนจะต้องไปแล้ว เรายังไม่ว่าง เอ้า! ช่วยคิดเงินทีค่ะ (หัวเราะ) แม้ร้านนี้จะไม่ได้เป็นไปตามที่คิดตั้งแต่ต้น แต่ที่เป็นอยู่มันก็ดีนะ”

เมื่อเดินออกจากร้านมาปะทุกับไอร้อนของท้องถนนภายนอก เราก็ได้ค้นพบว่าเสน่ห์ของร้านเสน่ห์นั้น ไม่ได้อยู่ที่ความวิจิตรพิศดารของขนมไทย แต่เป็นความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเองจนทำให้เราอยากกลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ป.ล. คุณหนุ่นกระซิบว่าในปี 2561 นี้ ใครสนใจอยากเรียนทำอาหารสนุกๆ ทั้งของคาวของหวาน จะมีเพื่อนๆ เชฟหลากหลายสาขามาเปิดคอร์สสอนกันแบบตัวต่อตัว รอติดตามกันได้เลยที่เพจ sane.workshop


ร้านเสน่ห์ตั้งอยู่บนถนนตะนาวเยื้องกับถนนข้าวสาร เดินทางมาได้ด้วยรถประจำทางสาย 56, 68, 127, 516, S1 และ A4 มาลงที่วัดบวรนิเวศ ฝั่งถนนบวรนิเวศ แล้วเดินมุ่งหน้ามาทางถนนราชดำเนิน

วันเวลาเปิดปิด: ร้านเปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.30 น.
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม 06 3541 4964  facebook.com/sane.workshop

1928
VIEWS

Noey

บรรณาธิการ TRAWELL STORY ผู้หลงรักการหมุนตัวบนฟลอร์สวิงพอๆ กับการสะสมหนังสือเก่า เม้าท์กับคุณลุงคุณป้าวัยเก๋า และสรรหาหนังแปลกมาชมก่อนเข้านอนทุกคืน