Trawell x SiamRise Travel สวรรค(บน)โลก

Posted on กันยายน 5, 2019 in Scoop

Trawell x SiamRise Travel สวมหมวกนักสำรวจ เดินทางสู่สวรรค(บน)โลก ที่สุโขทัย

เยือนถิ่นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ สำรวจความเก่าแก่เจ็ดร้อยกว่าปี เดินซอกแซกทำความรู้จักชุมชนไทยครั่งที่ศรีสัชนาลัย และเที่ยวเล่นในสวรรคโลก

สุโขทัยเมืองเก่าแก่ที่หลายๆ คน อาจมีภาพจำที่แตกต่างกันไป บ้างได้ยินครั้งแรกจากชื่ออาณาจักรโบราณในตำราวิชาประวัติศาสตร์ บ้างเห็นจากป้ายร้านก๋วยเตี๋ยวตามตึกแถวบ้างคุ้นเคยในฉายาเมืองรองเมื่อเดินทางสู่ดินแดนเหนือของประเทศ ทว่าภาพจำส่วนที่เด่นชัดที่สุดคงไม่พ้นความเก่าแก่ของร่องรอยประวัติศาสตร์ตามโบราณสถาน และกำแพงเมืองที่กระจายอยู่ทั่วเขตพื้นที่แห่งนี้

เมื่อกลิ่นอายความเก่าแก่เมืองโบราณยังคุกรุ่นจวบจนปัจจุบัน ไม่แปลกที่จะดึงดูดให้เราชาวทราเวลที่ผ่านการเดินลัดเลาะรอบกรุงเก่าแห่งรัตนโกสินทร์แทบทุกซอกมุมต้องเพิ่มมุดหมายนี้ลงแผนที่เดินสำรวจประจวบเหมาะกับSiamRise Travel – บริษัทท่องเที่ยวชุมชนชวนเราไปร่วมทริปสั้นๆ ขนาดกะทัดรัดกับตอน Sukhothai Hideout : ศรีสัช-สวรรคโลก!พอดีความกระหายใคร่เดินเล่นในย่านเมืองและชุมชนเก่านอกถิ่นจึงทำให้เราไม่พลาดที่จะออกไปสัมผัสสุโขทัยตามคำชวนด้วยประการทั้งปวงนักสำรวจเมืองเก่า

ย้อนกลับไปเมื่อ 700 กว่าปีที่แล้ว เมืองสุโขทัยแห่งนี้เคยเป็นหนึ่งราชธานีของไทยมาก่อน จึงไม่แปลกที่เมื่อเหยียบลงบนพื้นที่กว่า 70 กิโลเมตร ของ ‘อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย’นั้น ประวัติศาสตร์เก่าแก่ก็ปะทะเข้าสู่สายตาทันใด เพราะในอดีตที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งพระราชวัง ศาสนสถาน และโบราณสถานมากมายทำให้ภายในอุทยานปัจจุบันทิ้งร่องรอยอารยธรรมไว้ ทั้งวัดศรีสวาย วัดตระพังทอง วัดชนะสงคราม ศาลตาผาแดง ไปจนถึงวัดเตาทุเรียง ที่มีเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัยให้ชมกันอย่างจุใจ

หนึ่งในนั้นมี ‘วัดมหาธาตุ’ เปรียบดั่งวัดหลวงประจำราชธานีสุโขทัย ที่ตั้งอยู่ใจกลางอุทยานฯโดยมีจุดเด่นอยู่ที่เจดีย์ประธานเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือยอดดอกบัวตูม ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของศิลปะสุโขทัย  หากเดินรอบๆ แล้วจะพบว่ามีเจดีย์แบบต่างๆ บ้างยังมีเต็มรูปทรง บ้างหลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งให้สำรวจกันเพลินๆ ด้วย เดินข้ามฝั่งมาจะเจอฐานเนินปราสาทอันเก่าแก่ ว่ากันว่าเป็นพระราชวังหลวงในสมัยสุโขทัย ทว่าปัจจุบันเหลือเพียงเนินของก้อนอิฐให้เห็นเท่านั้น ทั้งยังเป็นที่ค้นพบศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอีกด้วย


ไม่ไกลกันนักเราแวะไป ‘วัดศรีชุม’ซึ่งตั้งอยู่ด้านนอกกำแพงเมือง ได้รับการกล่าวขานว่าผนังของมณฑปนั้นค้นพบศิลาจารึกหลักที่ 2 อันเล่าเรื่องราวครั้งก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัย อีกทั้งที่นี่ยังมีพระพูดได้!อย่าเพิ่งตกใจจนขนลุกซู่กันนะ เพราะพระพุทธรูปนั้นไม่ได้เอ่ยวาจากับเราแต่อย่างใด หากแต่เป็นเรื่องราวสมัยพระนเรศวรที่มาจัดประชุมทัพที่แห่งนี้ก่อนออกรบ ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างคนไทยกันเองจึงทำให้ทหารหมดกำลังใจสู้ พระนเรศวรเลยให้ทหารนายหนึ่งขึ้นไปบริเวณอุโมงค์ด้านซ้ายข้างพระพุทธรูป และพูดให้กำลังใจทหารนายอื่นๆ ทหารถึงมีกำลังใจกลับมาสู้รบ เป็นที่มาของพระพูดได้นั่นเอง

ปัจจุบันภายในอุทยานมีร่องรอยต่างๆ ที่ถูกทิ้งไว้ให้ได้เยี่ยมชมอย่างเนืองแน่นภายในพื้นที่ที่จัดเป็นสัดเป็นส่วน มีเส้นทางเดินเท้า เดินรถจักรยาน เดินรถรางให้เลือกตามชอบ จะมาแบบสวมบทนักสำรวจขาจรแล้วเที่ยวแบบ One Day Trip ที่นี่ที่เดียวม้วนเดียวจบก็ย่อมได้!

นักซอกแซกชุมชน

ขออนุญาตถอดหมวกนักสำรวจเมืองเก่าออกสักครู่ และสวมหมวกนักซอกแซกชุมชนกันบ้าง เพราะนอกจากโบราณสถานเก่าแก่แล้ว เมืองแห่งนี้ยังมีชุมชนเก่าๆ ที่มีเรื่องราวอยากเล่าให้ผู้มาเยือนได้ฟังซุกซ่อนอยู่ด้วย

‘ชุมชนไทครั่ง แห่งบ้านเกาะน้อย’ เป็นชุมชนเล็กๆ ที่แฝงอยู่ในอำเภอศรีสัชนาลัย ตำบลหนองอ้อ แค่ชื่อก็ไม่คุ้นกันแล้วใช่ไหม ไทครั่งหรือบ้างก็เรียกลาวครั่ง ถือเป็นกลุ่มชาติพันธ์หนึ่งที่อพยพมาจากภูคลัง หลวงพระบาง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3  เมื่อพ.ศ.2500 ส่วนที่มาของคำว่าไทครั่งนั้น มาจากการเอาสีแดงจากตัวครั่ง หรือแมลงจำพวกเพลี้ย มาย้อมผ้าซิ่นเอกลักษณ์ของชาวไทครั่งซึ่งใช้สีแดงเป็นสีหลัก

ตารางเดินซอกแซกชุมชนไทครั่งในระยะ 3 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยไปดูงานคราฟต์ของเหล่าคนพื้นที่กันเสียก่อน กับ ‘กลุ่มสหกรณ์หัตถกรรมบริการผลิตภัณฑ์ไม้’ ที่ใช้พื้นที่ส่วนกลางของชุมชนในการผลิตงานเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ร่วมกันทุกขั้นตอนล้วนผ่านการฝาน สลัก เจียระไน ขัดโดยเหล่าช่างผู้มีฝีมือในชุมชนทั้งสิ้น ส่วนรายได้จะการจำหน่ายบางส่วนจะหักเข้าสหกรณ์และมีการปันผลแก่สมาชิกทุกปี ถือเป็นงานคราฟต์จากชุมชนเพื่อชุมชนที่แท้จริง นอกจากนี้ยังมีเฟอร์นิเจอร์ไม้จิ๋วย่อส่วนให้เลือกซื้ออีกด้วยนะ

ทอดน่องเดินผ่านบ้านหลายหลังคาเรือนที่ริมรั้วเต็มไปด้วยพืชไม้นานาพันธุ์ให้เยี่ยมชม ตั้งแต่กะเพรา ชะอม ผักเสี้ยว ฝักเพกา เชอร์รี่ ไปจนดอกอัญชัน ดาวเรือง ซึ่งพี่แหม่ม หนึ่งในไกด์จำเป็นของชุมชนบอกว่าหากจะไปวัด ใครไม่มีดอกไม้ ก็มาขอเด็ดกันไป หรืออยากจะยืมกะเพราไปผัดแบบไม่คืนก็ได้ไม่ว่ากันเสมือนมีสวนผักชุมชนก็มิปาน เดินชมสวนจนมาหยุดที่ ‘กลุ่มสานจักสานใบมะพร้าวชุมชนไทครั่ง’ ซึ่งจะสานของใช้ขึ้นจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ เราได้เรียนรู้การทำ งูงับขยับข้อ เห็นว่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่กระบวนการทำนั้นไม่ง่ายเลย ต้องตั้งสติกันสักนิด และดูตามน้าแต๋ว ผู้ดูแลฐานสานสักหน่อย พันไปไขว้กันมาก็ได้เครื่องมือช่วยแก้อาการนิ้วมือล็อกมาหนึ่งอันถ้วน วิธีใช้ง่ายๆ เพียงสวมนิ้วเข้าไปในปากงูและโยกเข้าโยกออกเท่านั้น

ถัดมาที่ ‘กลุ่มทอผ้าไทครั่ง’ ถือเป็นภูมิปัญญาที่ผ่านการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ ซึ่งผ้าซิ่นจะต่อตีนซิ่นด้วยผ้าฝ้ายหรือไหม มักจะใช้สีแดงเป็นพื้นด้านล่าง และใช้สีอื่นๆ ให้เกิดลวดลาย ถัดมาบ้านข้างๆ ชวนไปดูกี่ทอผ้าขนาดจิ๋ว ที่นำส่วนของเศษไม้เหลือจากการผลิตเฟอร์นิเจอร์มาตัดประกอบร่างเป็นกี่ย่อส่วนฉบับพกพาง่าย แต่เอาไปทอจริงไม่ได้นะ!เก็บไว้เป็นของที่ระลึกก็พอแล้ว


หมุดหมายสุดท้ายของการเดินคือ ‘ศูนย์การเรียนรู้บ้านไทครั่ง’ ที่ลุงอนุน เทียนสัน ผู้สืบสานวัฒนธรรมไทครั่ง ที่แปลงบ้านตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ และพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมสะสมเรื่องราวเกี่ยวกับไทครั่งไว้ภายในบ้าน ทั้งของสะสมมากมายเครื่องใช้โบราณ จาน ชาม ไปจนถึงผ้าซิ่นไทครั่งที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ให้เราได้เยี่ยมชมและเล่าเรื่องราวไทครั่งเคล้าไปด้วยกัน


แม้จะชมในบ้านจนทั่ว ก็เป็นอันต้องสะดุดตากับสิ่งที่โดดเด่นหน้าบ้านลุงอนุน ซึ่งชาวไทครั่งเรียกกันว่า ‘ดอกทานตะเวน’ จากชีวิตที่คุ้นเคยดอกทานตะวันมาตลอด ก็เริ่มอยากรู้ว่าดอกทานตะเวนคืออะไร ลุงอนุนเล่าว่า มันก็คือดอกทานตะวัน เพราะตะเวนในภาษาไทครั่ง ก็แปลว่า ดวงตะวัน นั่นแหละ ซึ่งเป็นเครื่องประดับทำจากด้ายหรือไหมพรมหลากสีสัน และจะนำไปใช้ในประเพณีแห่ธงของชาวไทครั่งบ้านเกาะน้อย ที่จัดในช่วงสงกรานต์ของทุกปีด้วย

เหล่าสมาชิกนักซอกแซกชุมชน นั่งล้อมวงกับชาวไทครั่ง พร้อมสร้างโครงร่างดอกทานตะเวนด้วยไม้ ที่สามารถเลือกแบบสี่เหลี่ยมหรือหกเหลี่ยมได้ตามชอบ โดยแต่ละสีก็มีความหมายแตกต่างกันไปด้วยนะ เราเริ่มต้นด้วยสีดำเพราะอยากเพิ่มความอดทนเข้มแข็ง ตามด้วยสีขาวขอความสงบจงบังเกิด ต่อด้วยสีเขียวและสีแดง ความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่งก็มาด้วย พร้อมปิดท้ายด้วยสีเหลืองขอให้มีชีวิตรุ่งเรืองหากจะใช้สีอื่นๆ ก็ได้ แต่นั่นจะเป็นสีแห่งบริวาร ลุงอนุนยังบอกอีกว่าใกล้ช่วงแห่ธงเมื่อไร เด็กๆ และผู้ใหญ่ชาวไทครั่งก็จะมาร่วมล้อมวงเช่นที่เราทำกันนี้ แข่งขันทำดอกทานตะเวนเล่นๆ ว่าของใครสวยบัญเจิดสุด ทว่าผู้ชนะในทุกครั้งก็คงไม่พ้นชาวไทครั่งทุกคนหรอก เพราะพวกเขาต่างร่วมกันรักษา สานต่อวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไปแล้วน่ะสิ

ภารกิจนักเดินจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ หากพลาดชิมรสอาหารพื้นบ้านของชาวไทครั่ง ทั้งแจ่วหม้อ แกงป่าขาหมู ต้มบักโต่น ส่วนเมนูภูมิใจนำเสนอคือ ‘โซเล่ไก่’ ที่หน้าตาเหมือนลาบไก่แทบจะทุกประการ เพียงแต่ความพิเศษคือการใส่ก้านกล้วยลงไปด้วย แซ่บนัวต้องบอกต่อเชียว

ชาวไทครั่งยังคงรักษาประเพณี วัฒนธรรมตราบเท่าที่พวกเขารู้ให้คงอยู่ และพร้อมเปิดบ้านเล่าให้นักท่องเที่ยวขาจรได้รู้จักพวกเขามากยิ่งขึ้น จะเลือกสวมหมวกซอกแซกชุมชนแล้วไปทัวร์ไทครั่งแบบ Half Day Trip ก่อนกลับก็น่าสนใจไม่น้อยเลย

นักเที่ยวเล่นสวรรค(บน)โลก

ไปค่ะ สวมหมวกบักเก็ตเป็นนักท่องเที่ยวเดินเล่นแบบสโลวไลฟ์กันต่อในเมืองที่เงียบสงบอย่างสวรรคโลก เมืองนี้ว่ากันว่าเคยเป็นจังหวัดมาก่อน ทว่าในปีพ.ศ.2482 กระทรวงมหาดไทยตั้งสุโขทัยขึ้นเป็นจังหวัดแทน สวรรคโลกจึงถูกยุบให้กลายเป็นอำเภอจนถึงทุกวันนี้

ในเมืองเล็กๆ มี ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก’ที่รวบรวมของสะสมโบราณที่ขุดพบเมืองแห่งนี้ไว้มากมายมาจัดแสดง เสมือนยกเรื่องราวในอดีตผ่านโบราณวัตถุเหล่านั้น เดินชมไล่เรียงไปตั้งแต่ประวัติของเมืองตลอดจนสำรวจเครื่องถ้วยสังคโลกเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย พระพุทธรูปปางต่างๆ ที่แสดงศิลปะในแต่ละยุคสมัย เดินชมกันเพลินๆ และอย่าลืมแวะไปสถานีรถไฟสวรรคโลกกันด้วยนะ เพราะที่นี่ยังคงความเก่าแก่โบราณของสถานีอายุมากกว่า 100 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2453 ไว้เป็นอย่างดี และยังมีเครื่องมือโบราณที่ยังหลงเหลือใช้งานจวบจนทุกวันนี้ สถานีปลายทางที่มีรถไฟวิ่งออกจากสวรรคโลกสู่กรุงเทพวันละขบวนเท่านั้น

ปิดท้ายก่อนอำลาสวรรคโลก ด้วยการลงมือทำกระดาษสาด้วยตัวเอง ที่ ‘โรงนาบ้านไร่’ สถานที่ที่เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว ทั้งสำนักพิมพ์ ฟาร์มสเตย์ และอาร์ตแกลเลอรี ในการทำกระดาษสานั้นไม่ยากแถมสนุกด้วย โดยที่นี่จะพยายามใช้วัสดุธรรมชาติในการทำ ซึ่งใช้เยื่อจากต้นสามาแช่น้ำตีจนละเอียดเป็นเยื่อ และใช้น้ำของฝักกระเจี๊ยบมาใส่ให้เกิดการกระจายตัว น้ำสี่ขุ่นๆ ที่หากเพ่งมองดีๆ จะเห็นเส้นใยอยู่ด้วย ราดน้ำลงบนผ้ารองที่มีบล็อกขนาดกระดาษไว้หนึ่งขัน จากนั้นตกแต่งลวดลายด้วยดอกไม้ใบไม้ตามชอบ และราดน้ำเยื่อสาเข้มข้นอีกครั้ง (จบขั้นตอนนี้ก็จะได้รู้แล้วว่าตัวเองเป็นคนมีเยื่อใยกับเขาเหมือนกัน) ยกบล็อกไม้ออกและนำผ้ารองอีกผืนวางทับด้านบน นำไปรีดและตากให้แห้งก็เป็นอันเสร็จพิธีจะได้มาแล้วกระดาษสาฝีมือตัวเอง เพิ่มคุณค่าด้วยการนำไปทำเป็นปกสมุดต่อ นี่ไงของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

ทริปขนาดกะทัดรัดที่พาไปรู้จักสุโขทัยมากขึ้น แม้สถานที่ท่องเที่ยว ที่กดค้นหาทีไรก็มักจะเป็นวัดวาอาราม โบราณสถานต่างๆ จนอาจทำให้อยู่นอกสายตาใครหลายคนไป แต่นั่นก็คงปฏิเสธไม่ได้ เพราะจะบอกว่ามันคือเสน่ห์ของเมืองสุโขทัยที่ส่งตรงมาจากอดีตเลยเชียวคุณ

ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปสูดกลิ่นอายความเก่าแก่ของเมือง และอย่าลืมที่จะตะลอนเดินเที่ยวชุมชนในที่ต่างแดนกันบ้าง ไม่ว่าคุณจะสวมหมวกนัก…อะไร ก็ย่อมได้บางสิ่งกลับมาแน่นอน 

 

 

 

 

65
VIEWS

Pop

Urban Curator, นักเขียน, นักเดินทาง ควบคอสตูมดีไซน์เนอร์ ผู้เติบโตในย่านเมืองเก่าและมีความสุขทุกครั้งที่ได้จัดกระเป๋าออกไปรู้จักโลก ปัจจุบันกำลัง In a Relationship with ศิลปะ หนัง พิพิธภัณฑ์ เสื้อผ้ามือสองและการเดินเรื่อยเปื่อย